Official published document
ข้อบังคับมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. 2554
ข้อบังคับมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร
ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล
พ.ศ. ๒๕๕๔
โดยที่เป็นการสมควรให้มีข้อบังคับมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล เพื่อให้สามารถบริหารงานบุคคลในส่วนที่เกี่ยวกับพนักงานมหาวิทยาลัยให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยมีประสิทธิภาพ
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๑ (๑๐) แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๕๓ สภามหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานครในการประชุมครั้งที่ ๒/๒๕๕๔ เมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๔ จึงออกข้อบังคับไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๕๔”
ข้อ ๒ ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป
ข้อ ๓ บรรดาข้อบังคับ ระเบียบ หรือประกาศอื่นในส่วนที่กำหนดไว้แล้วในข้อบังคับนี้ หรือที่ขัดหรือแย้งกับข้อบังคับนี้ให้ใช้ข้อบังคับนี้แทน
ข้อ ๔ ในข้อบังคับนี้
“มหาวิทยาลัย” หมายความว่า มหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร
“สภามหาวิทยาลัย” หมายความว่า สภามหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร
“อธิการบดี” หมายความว่า อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร
“พนักงานมหาวิทยาลัย” หมายความว่า บุคคลที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานครตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๕๓
“ก.บ.ค.” หมายความว่า คณะกรรมการบริหารทรัพยากรบุคคล
“คณะกรรมการอุทธรณ์และร้องทุกข์” หมายความว่า คณะกรรมการอุทธรณ์และร้องทุกข์ในการบริหารงานบุคคลของมหาวิทยาลัย
“ส่วนงาน” หมายความว่า ส่วนงานตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๕๓
“หน่วยงาน” หมายความว่า หน่วยงานที่มหาวิทยาลัยจัดตั้งให้อยู่ในส่วนงาน
“หัวหน้าส่วนงาน” หมายความว่า หัวหน้าส่วนงานตามมาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ และมาตรา ๓๕ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๕๓
“ส่วนงานทางวิชาการ” หมายความว่า คณะ วิทยาลัย และส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ซึ่งทำหน้าที่สอนหรือวิจัย
ข้อ ๕ ข้อบังคับนี้มิให้ใช้บังคับแก่พนักงานมหาวิทยาลัยซึ่งปฏิบัติงานอันมีลักษณะเฉพาะดังต่อไปนี้
(๑) งานเชี่ยวชาญเฉพาะ อาทิ ที่ปรึกษากฎหมาย ที่ปรึกษาการเงิน ที่ปรึกษาการพัสดุ เป็นต้น
(๒) งานประจำโครงการเฉพาะ ได้แก่ พนักงานมหาวิทยาลัยประจำโครงการซึ่งมหาวิทยาลัยตกลงว่าจ้างให้ปฏิบัติงานเฉพาะกิจ เพื่อการใดการหนึ่งเป็นการชั่วคราวตามโครงการที่มหาวิทยาลัยหรือส่วนงานจัดขึ้น ทั้งการปฏิบัติงานด้านวิชาการและด้านปฏิบัติการ โดยมีเกณฑ์และกระบวนการว่าจ้างตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด เช่น พนักงานวิจัยประจำโครงการวิจัย และพนักงานธุรการประจำโครงการบริการวิชาการ เป็นต้น
ข้อ ๖ ในกรณีที่มีเหตุผลและความจำเป็นทำให้ไม่อาจดำเนินการตามข้อบังคับนี้ได้ให้อธิการบดีเสนอเรื่องต่อสภามหาวิทยาลัยเพื่อวินิจฉัยชี้ขาด
ข้อ ๗ ให้อธิการบดีเป็นผู้รักษาการตามข้อบังคับนี้
ให้อธิการบดีโดยความเห็นชอบของ ก.บ.ค. มีอำนาจออกระเบียบและประกาศของมหาวิทยาลัยเพื่อดำเนินการตามข้อบังคับนี้
หมวด ๑
คณะกรรมการบริหารทรัพยากรบุคคล
ข้อ ๘ ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการบริหารทรัพยากรบุคคล” หรือ “ก.บ.ค.” ประกอบด้วย
(๑) อธิการบดี เป็นประธานกรรมการ
(๒) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนสองคน ซึ่งสภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งจากผู้ที่มิได้เป็นผู้ปฏิบัติงานของมหาวิทยาลัย เป็นกรรมการ
(๓) หัวหน้าส่วนงานทุกส่วนงาน เป็นกรรมการ
(๔) ประธานสภาคณาจารย์ เป็นกรรมการ
(๕) รองอธิการบดี ซึ่งรับผิดชอบงานบริหารทรัพยากรมนุษย์ เป็นกรรมการและเลขานุการ
ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ ๓ ปี
ให้อธิการบดี แต่งตั้งผู้ปฏิบัติงานของมหาวิทยาลัยคนหนึ่งเป็นผู้ช่วยเลขานุการ
ข้อ ๙ ให้ ก.บ.ค. มีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) เสนอนโยบายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลและการพัฒนาบุคลากรต่อสภามหาวิทยาลัย
(๒) วางระบบติดตามและประเมินผลการบริหารงานบุคคลและการพัฒนาบุคลากรตามข้อบังคับนี้
(๓) ให้ข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไขข้อบังคับนี้ หรือการออกระเบียบหรือประกาศเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามข้อบังคับนี้ เพื่อเสนอสภามหาวิทยาลัย
(๔) กำหนดกรอบอัตรากำลังพนักงานมหาวิทยาลัยในแต่ละส่วนงาน และเกณฑ์ภาระงานขั้นต่ำของพนักงานมหาวิทยาลัยในแต่ละตำแหน่ง โดยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัย
(๕) กำหนดตำแหน่งพนักงานมหาวิทยาลัย มาตรฐานประจำตำแหน่ง และคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง โดยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัย
(๖) กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดอันจำเป็นเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลและการพัฒนาบุคลากรตามข้อบังคับนี้ โดยจัดทำเป็นระเบียบมหาวิทยาลัย
(๗) กำหนดแบบสัญญาทดลองปฏิบัติงาน สัญญาปฏิบัติงาน และสัญญาอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของพนักงานมหาวิทยาลัย ตลอดจนเอกสารอื่นใดอันเกี่ยวกับการดำเนินการตามข้อบังคับนี้
(๘) อนุมัติการบรรจุพนักงานมหาวิทยาลัย พร้อมทั้งกำหนดอัตราเงินเดือนแรกบรรจุ และภาระงานขั้นต่ำของพนักงานมหาวิทยาลัย
(๙) อนุมัติการปรับเปลี่ยนอัตราการจ้างพนักงานมหาวิทยาลัยภายในกรอบอัตรากำลังของแต่ละส่วนงาน
(๑๐) วางระบบการพัฒนาบุคลากรและระบบสวัสดิการอื่น ๆ ของบุคลากรของมหาวิทยาลัย
(๑๑) พิจารณาลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง
(๑๒) รายงานผลการดำเนินงานต่อสภามหาวิทยาลัยเป็นประจำทุกปี
(๑๓) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพื่อกระทำการใด ๆ อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของ ก.บ.ค. รวมทั้งมอบอำนาจให้คณะอนุกรรมการ คณะทำงาน หรือบุคคลดังกล่าวทำการแทนแล้วรายงานให้ ก.บ.ค. ทราบ
(๑๔) ตีความและวินิจฉัยปัญหาที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อบังคับนี้
(๑๕) ปฏิบัติหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้ หรือตามที่สภามหาวิทยาลัยมอบหมาย
หมวด ๒
หลักเกณฑ์ทั่วไปเกี่ยวกับพนักงานมหาวิทยาลัย
ข้อ ๑๐ พนักงานมหาวิทยาลัยแบ่งออกได้เป็นสามประเภทดังนี้
(๑) พนักงานมหาวิทยาลัยประเภทผู้บริหาร มีภารกิจหลักคือ การบริหารงานทั่วไป เรียกว่า ผู้บริหาร
(๒) พนักงานมหาวิทยาลัยประเภทวิชาการ มีภารกิจหลักคือ การสอน และการวิจัย เรียกว่า คณาจารย์ประจำ
(๓) พนักงานมหาวิทยาลัยประเภทสนับสนุน มีภารกิจหลักคือ การดำเนินงานสนับสนุนทางวิชาการ หรือทางด้านบริการ เรียกว่า เจ้าหน้าที่ประจำ
ข้อ ๑๑ ผู้ที่จะได้รับการบรรจุเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ต้องเป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
(๑) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์
(๒) ไม่เป็นผู้วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ เป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ หรือเป็นโรคที่กำหนดไว้ในประกาศมหาวิทยาลัย
(๓) ไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักราชการหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน
(๔) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง
(๕) ไม่เคยถูกให้ออก ปลดออก หรือไล่ออกจากราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ บริษัทเอกชน หรือองค์การระหว่างประเทศ
(๖) ไม่เคยถูกลงโทษเลิกสัญญาปฏิบัติงาน เพราะกระทำผิดวินัยร้ายแรงตามข้อบังคับนี้ หรือข้อบังคับ ระเบียบ หรือประกาศอื่นใดที่ใช้บังคับอยู่ก่อนวันประกาศใช้ข้อบังคับนี้
(๗) ไม่เคยกระทำการทุจริตในการสอบหรือการคัดเลือกเข้ารับราชการ หรือเข้าปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานของรัฐ
(๘) ไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดี
ในกรณีมีเหตุจำเป็นเพื่อประโยชน์ของมหาวิทยาลัย ก.บ.ค. อาจยกเว้นหรือกำหนดคุณสมบัติอย่างอื่นเพิ่มเติมก็ได้
ข้อ ๑๒ จำนวนพนักงานมหาวิทยาลัยแต่ละประเภทในแต่ละส่วนงานให้เป็นไปตามกรอบอัตรากำลังที่ ก.บ.ค. กำหนด โดยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัย ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงลักษณะ ภารกิจ หน้าที่ความรับผิดชอบ ปริมาณงาน และคุณภาพของงานเป็นสำคัญ
ข้อ ๑๓ ให้ ก.บ.ค. โดยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัย กำหนดประเภทตำแหน่งพนักงานมหาวิทยาลัย และจัดทำมาตรฐานประจำตำแหน่งไว้เป็นบรรทัดฐานทุกตำแหน่ง ในมาตรฐานประจำตำแหน่งให้แสดงประเภท ชื่อของตำแหน่ง หน้าที่และความรับผิดชอบ ลักษณะงานที่ต้องปฏิบัติ คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง ทั้งนี้ให้จัดทำเป็นประกาศมหาวิทยาลัย
ข้อ ๑๔ การสรรหา คัดเลือก บรรจุ และแต่งตั้งพนักงานมหาวิทยาลัยในแต่ละประเภท ให้ส่วนงานดำเนินการตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่ ก.บ.ค. กำหนด โดยจัดทำเป็นระเบียบมหาวิทยาลัย
ข้อ ๑๕ ให้อธิการบดีเป็นผู้สั่งบรรจุและแต่งตั้งพนักงานมหาวิทยาลัย และลงนามในสัญญาปฏิบัติงานของพนักงานมหาวิทยาลัย โดยอธิการบดีอาจมอบอำนาจให้รองอธิการบดีหรือหัวหน้าส่วนงานปฏิบัติการแทนอธิการบดีได้
ข้อ ๑๖ พนักงานมหาวิทยาลัยต้องปฏิบัติงานตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่ง ภาระงานขั้นต่ำของแต่ละตำแหน่ง และภาระงานที่ได้รับมอบหมาย
ข้อ ๑๗ พนักงานมหาวิทยาลัยต้องทดลองปฏิบัติงานเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๔ เดือน ทั้งนี้ในระหว่างเวลาทดลองปฏิบัติงาน มหาวิทยาลัยอาจพิจารณายกเลิกสัญญาทดลองปฏิบัติงานได้ตามความเหมาะสม
ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับกับพนักงานมหาวิทยาลัยที่เปลี่ยนสถานภาพมาจากข้าราชการและลูกจ้าง ตามมาตรา ๗๐ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ.๒๕๕๓
สัญญาทดลองปฏิบัติงานให้เป็นไปตามแบบที่ ก.บ.ค. กำหนด
ก.บ.ค. อาจมีมติยกเว้นการทดลองปฏิบัติงานของพนักงานมหาวิทยาลัยรายหนึ่งรายใดได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในระเบียบมหาวิทยาลัย
ข้อ ๑๘ ให้ส่วนงานทำการประเมินผลการทดลองปฏิบัติงานครั้งแรกภายในระยะเวลา ๔ เดือนนับแต่วันเริ่มปฏิบัติงาน หากผ่านการประเมินผลการทดลองปฏิบัติงานครั้งแรกแล้ว ให้ปฏิบัติงานต่อไปจนครบหนึ่งปี โดยต้องมีการประเมินผลการทดลองปฏิบัติงานครั้งที่สอง หากผ่านการประเมิน ให้ทำสัญญาปฏิบัติงานต่อไป
ข้อ ๑๙ ภายใต้บังคับข้อ ๑๘ การเริ่มต้นและสิ้นสุดการปฏิบัติงาน ให้เป็นไปตามที่ระบุไว้ในสัญญาปฏิบัติงาน
สัญญาปฏิบัติงานให้เป็นไปตามแบบที่ ก.บ.ค. กำหนด
ข้อ ๒๐ ในการทำสัญญาปฏิบัติงาน ให้มหาวิทยาลัยทำสัญญาปฏิบัติงานได้จนถึงวันสุดท้ายของปีบัญชีที่บุคคลนั้นมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์
เพื่อประโยชน์ของมหาวิทยาลัย ก.บ.ค. โดยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัยอาจให้บุคคลที่มีอายุเกินหกสิบปีขึ้นไปปฏิบัติงานเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยได้ โดยให้ทำสัญญาปฏิบัติงานเป็นรายปี แต่ทั้งนี้ต้องมีการตรวจสุขภาพร่างกายและจิตใจเพื่อแสดงว่าบุคคลดังกล่าวสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ และต้องมีผลงานทางวิชาการหรือผลงานอื่น ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในระเบียบมหาวิทยาลัย
ข้อ ๒๑ ให้ส่วนงานมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการควบคุมและบังคับบัญชาการปฏิบัติงานของพนักงานมหาวิทยาลัยในสังกัดให้เป็นไปตามสัญญาทดลองปฏิบัติงานและสัญญาปฏิบัติงาน
ข้อ ๒๒ พนักงานมหาวิทยาลัยประเภทผู้บริหาร ต้องจบการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าขึ้นไป
ข้อ ๒๓ พนักงานมหาวิทยาลัยประเภทผู้บริหาร มีตำแหน่งดังนี้
(๑) ผู้บริหารระดับสูงสุด ได้แก่ อธิการบดี
(๒) ผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี และหัวหน้าส่วนงาน
(๓) ผู้บริหารระดับกลาง ได้แก่ รองหัวหน้าส่วนงาน
(๔) ผู้บริหารระดับต้น ได้แก่ ผู้ช่วยหัวหน้าส่วนงาน หัวหน้าหน่วยงานในส่วนงาน และเลขานุการส่วนงาน หรือเทียบเท่า
(๕) ตำแหน่งอื่นตามที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด
ข้อ ๒๔ พนักงานมหาวิทยาลัยประเภทวิชาการ ต้องจบการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าขึ้นไป
ข้อ ๒๕ พนักงานมหาวิทยาลัยประเภทวิชาการ มีตำแหน่งดังนี้
(๑) ศาสตราจารย์
(๒) รองศาสตราจารย์
(๓) ผู้ช่วยศาสตราจารย์
(๔) อาจารย์
(๕) ตำแหน่งทางวิชาการที่เรียกชื่ออย่างอื่น
การแต่งตั้งพนักงานมหาวิทยาลัยให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในข้อบังคับมหาวิทยาลัยว่าด้วยการนั้น
ข้อ ๒๖ การแต่งตั้งบุคคลให้ปฏิบัติงานในตำแหน่งอาจารย์ ให้ทำสัญญาปฏิบัติงานมีระยะเวลาสามปี เมื่อครบอายุสัญญา หากผู้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ยังไม่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการที่สูงขึ้นให้ต่อสัญญาปฏิบัติงานได้อีกไม่เกินสองครั้งแต่ละครั้งมีระยะเวลาไม่เกินสามปี
เมื่อครบอายุการต่อสัญญาครั้งที่สอง หากอาจารย์ผู้นั้นยังไม่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการที่สูงขึ้น ให้หัวหน้าส่วนงานเสนอความเห็นต่อ ก.บ.ค. เพื่อพิจารณาวินิจฉัยไม่ต่อหรือเลิกสัญญาปฏิบัติงาน ย้ายตำแหน่ง หรือดำเนินการอื่นตามที่ ก.บ.ค. เห็นสมควร
ข้อ ๒๗ การแต่งตั้งบุคคลให้ปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ให้ทำสัญญาปฏิบัติงานมีระยะเวลาห้าปี เมื่อครบอายุสัญญา หากผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ยังไม่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการที่สูงขึ้น ให้ต่อสัญญาปฏิบัติงานได้อีกไม่เกินหนึ่งครั้ง มีระยะเวลาไม่เกินห้าปี
เมื่อครบอายุการต่อสัญญา หากผู้ช่วยศาสตราจารย์ผู้นั้นยังไม่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการที่สูงขึ้น ให้หัวหน้าส่วนงานเสนอความเห็นต่อ ก.บ.ค. เพื่อพิจารณาวินิจฉัยไม่ต่อหรือเลิกสัญญาปฏิบัติงาน ย้ายตำแหน่ง หรือดำเนินการอื่นตามที่ ก.บ.ค. เห็นสมควร
ข้อ ๒๘ บุคคลใดได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติงานในตำแหน่งรองศาสตราจารย์หรือศาสตราจารย์ ให้ทำสัญญาปฏิบัติงานมีระยะเวลาจนถึงวันสุดท้ายของปีบัญชีที่บุคคลนั้นมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์
มหาวิทยาลัยอาจต่อสัญญาของบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ที่ต้องเกษียณอายุตามวรรคหนึ่งต่อไปจนถึงวันสุดท้ายของปีบัญชีที่บุคคลนั้นมีอายุครบหกสิบห้าปีบริบูรณ์ได้ โดยให้ทำสัญญามีระยะเวลาไม่เกินห้าปี ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในระเบียบมหาวิทยาลัย
ข้อ ๒๙ พนักงานมหาวิทยาลัยประเภทวิชาการ มีภาระงานหลัก ด้านงานสอน งานวิจัย และงานอื่น ๆ ทั้งนี้ ตามเกณฑ์ภาระงานขั้นต่ำที่ ก.บ.ค. กำหนด โดยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัย
ข้อ ๓๐ พนักงานมหาวิทยาลัยประเภทสนับสนุน มีภารกิจหลักด้านการดำเนินงานสนับสนุนทางวิชาการ หรือทางด้านบริการ แบ่งออกเป็นสองกลุ่มดังนี้
(๑) กลุ่มวิชาชีพเฉพาะ หรือเชี่ยวชาญเฉพาะ
(๒) กลุ่มทั่วไป
ข้อ ๓๑ พนักงานมหาวิทยาลัยประเภทสนับสนุน กลุ่มวิชาชีพเฉพาะหรือเชี่ยวชาญเฉพาะอาจได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในระดับดังต่อไปนี้ได้
(๑) เชี่ยวชาญพิเศษ
(๒) เชี่ยวชาญ
(๓) ชำนาญการพิเศษ
(๔) ชำนาญการ
(๕) ปฏิบัติการ
ข้อ ๓๒ พนักงานมหาวิทยาลัยประเภทสนับสนุน กลุ่มทั่วไป อาจได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในระดับดังต่อไปนี้ได้
(๑) ชำนาญงานพิเศษ
(๒) ชำนาญงาน
(๓) ปฏิบัติงาน
ข้อ ๓๓ การแต่งตั้งพนักงานมหาวิทยาลัยให้ดำรงตำแหน่งในระดับต่าง ๆ ตามข้อ ๓๑ และข้อ ๓๒ ให้เป็นไปตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยว่าด้วยการนั้น
ข้อ ๓๔ สัญญาปฏิบัติงานของพนักงานมหาวิทยาลัยประเภทสนับสนุนให้มีกำหนดระยะเวลา ดังนี้
(๑) สัญญาปฏิบัติงานฉบับแรกมีกำหนดระยะเวลาสามปี
(๒) สัญญาปฏิบัติงานฉบับที่สองมีกำหนดระยะเวลาห้าปี
(๓) สัญญาปฏิบัติงานฉบับต่อ ๆ ไปมีกำหนดระยะเวลาไม่เกินห้าปี
ข้อ ๓๕ ก.บ.ค. อาจกำหนดให้สัญญาปฏิบัติงานของพนักงานมหาวิทยาลัยประเภทสนับสนุนบางตำแหน่งมีกำหนดระยะเวลาจนถึงวันสุดท้ายของปีบัญชีที่บุคคลนั้นมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ได้ โดยให้จัดทำเป็นประกาศมหาวิทยาลัย
ข้อ ๓๖ ในกรณีที่พนักงานมหาวิทยาลัยประเภทสนับสนุนเปลี่ยนตำแหน่ง ให้เปลี่ยนสัญญาปฏิบัติงานใหม่ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในหมวดนี้ และให้นับระยะเวลาปฏิบัติงานต่อเนื่องกับสัญญาเดิม
ข้อ ๓๗ พนักงานมหาวิทยาลัยประเภทสนับสนุนมีภาระงานตามมาตรฐานตำแหน่งของแต่ละกลุ่มตำแหน่ง ตามเกณฑ์ภาระงานขั้นต่ำที่ ก.บ.ค. กำหนด โดยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัย
หมวด ๓
เงินเดือนและค่าตอบแทนอื่น
ข้อ ๓๘ ผู้ที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ให้ได้รับเงินเดือนตามบัญชีเงินเดือนที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด โดยพิจารณาจากคุณวุฒิ ประสบการณ์ ความสามารถ ผลงาน หรือความขาดแคลนในสาขาวิชานั้น
มหาวิทยาลัยอาจบรรจุและแต่งตั้งบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถ หรือมีประสบการณ์ชำนาญงานเฉพาะด้าน หรือได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเฉพาะในวิชาชีพที่มีความจำเป็นหรือมีความขาดแคลนเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยโดยให้ได้รับเงินเดือนสูงกว่าอัตราเงินเดือนขั้นต่ำตามคุณวุฒิก็ได้
ข้อ ๓๙ พนักงานมหาวิทยาลัยอาจได้รับเงินประจำตำแหน่งเพิ่มเติมจากเงินเดือนได้
บัญชีเงินเดือน เงินประจำตำแหน่งและหลักเกณฑ์การให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของพนักงานมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามบัญชีแนบท้ายข้อบังคับนี้
ข้อ ๔๐ พนักงานมหาวิทยาลัยอาจได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษหรือเงินเพิ่มพิเศษสำหรับผู้ที่มีคุณวุฒิหรือความสามารถเป็นพิเศษ หรือค่าตอบแทนพิเศษอื่น ๆ นอกเหนือจากเงินเดือนโดยพิจารณาจาก
(๑) ผลการปฏิบัติงานนอกเหนือจากภาระงานขั้นต่ำที่ได้รับมอบหมาย
(๒) คุณวุฒิหรือประสบการณ์ในสาขาวิชาที่ขาดแคลน
(๓) เหตุผลและความจำเป็นอื่นเพื่อประโยชน์ของมหาวิทยาลัย
ทั้งนี้ให้เป็นไปตามที่ ก.บ.ค. กำหนดโดยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัย
ข้อ ๔๑ การปรับเงินเดือนประจำปี ให้หัวหน้าส่วนงานพิจารณาจากผลการประเมินผลการปฏิบัติงาน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราเงินเดือนสูงสุดของตำแหน่งงานนั้น หากพนักงานมหาวิทยาลัยผู้ใดปฏิบัติงานไม่ครบ ๑๒ เดือน ให้ปรับเงินเดือนของพนักงานมหาวิทยาลัยผู้นั้นตามสัดส่วนระยะเวลาที่ผู้นั้นปฏิบัติงาน แต่ทั้งนี้มิให้ปรับเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัยซึ่งอยู่ในระหว่างการทดลองปฏิบัติงาน
ข้อ ๔๒ ในกรณีที่พนักงานมหาวิทยาลัยได้รับมอบหมายภาระงานเพิ่มขึ้นจากภาระงานที่กำหนดไว้ในสัญญาปฏิบัติงานหรือต้องปฏิบัติงานนอกเวลาทำงานปกติ ให้ได้รับค่าตอบแทน หรือค่าล่วงเวลา
ค่าตอบแทน หรือค่าล่วงเวลาของพนักงานมหาวิทยาลัย ให้เป็นไปตามที่ ก.บ.ค. กำหนดโดยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัย
ข้อ ๔๓ หลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราในการจ่ายเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษหรือเงินเพิ่มพิเศษสำหรับผู้ที่มีคุณวุฒิหรือความสามารถเป็นพิเศษ หรือค่าตอบแทนพิเศษอื่น ๆ ตลอดจนการปรับเงินเดือนประจำปีตามความในหมวดนี้ ให้เป็นไปตามที่ ก.บ.ค. กำหนด โดยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัย
หมวด ๔
สวัสดิการและสิทธิประโยชน์
ข้อ ๔๔ ให้พนักงานมหาวิทยาลัยได้รับสวัสดิการประกันสุขภาพกลุ่มที่มหาวิทยาลัยจัดให้เพิ่มเติมจากสวัสดิการรักษาพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม เว้นแต่เป็นพนักงานมหาวิทยาลัยที่เปลี่ยนสถานภาพจากข้าราชการกรุงเทพมหานครซึ่งมีสิทธิได้รับสวัสดิการรักษาพยาบาลจากกรุงเทพมหานครอยู่ก่อนแล้ว
ข้อ ๔๕ พนักงานมหาวิทยาลัยอาจได้รับสวัสดิการดังต่อไปนี้
(๑) เงินอุดหนุนการศึกษาบุตร
(๒) เงินกู้เคหะสงเคราะห์
(๓) การอุดหนุนเงินค่ารักษาพยาบาลในกรณีที่ได้รับอุบัติเหตุเนื่องจากการทำงาน
(๔) การประกันอุบัติเหตุในระหว่างปฏิบัติหน้าที่
(๕) เงินอุดหนุนค่ารักษาพยาบาล สำหรับ บิดา มารดา คู่สมรส และบุตร
(๖) เงินช่วยพิเศษกรณีพนักงานมหาวิทยาลัยถึงแก่กรรม
(๗) เงินสงเคราะห์กรณีพนักงานมหาวิทยาลัยถึงแก่กรรม
(๘) สวัสดิการอื่น ๆ ตามที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด
การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด
ข้อ ๔๖ พนักงานมหาวิทยาลัยมีสิทธิสมัครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของกองทุน และให้จ่ายเงินสมทบตามอัตราที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด
หมวด ๕
การประเมินผลการปฏิบัติงาน
ข้อ ๔๗ ส่วนงานมีหน้าที่ประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานมหาวิทยาลัยในสังกัดเพื่อประกอบการพิจารณาผลการทดลองปฏิบัติงาน การปรับเงินเดือน การเปลี่ยนสัญญาปฏิบัติงาน การต่อสัญญาปฏิบัติงาน การจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษ หรือเพื่อประโยชน์อย่างอื่นที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล
การประเมินผลการปฏิบัติงานตามวรรคหนึ่ง ต้องกระทำอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงปริมาณและคุณภาพของงาน ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการปฏิบัติงาน ผลผลิตและผลลัพธ์ของส่วนงาน โดยเฉพาะภาระงานที่ได้รับมอบหมาย ตลอดจนการพัฒนางานของส่วนงาน
ข้อ ๔๘ ให้ ก.บ.ค. โดยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัยกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาในการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานมหาวิทยาลัยให้สอดคล้องกับลักษณะภารกิจของส่วนงาน หน่วยงาน และตำแหน่งงาน โดยจัดทำเป็นระเบียบมหาวิทยาลัย
ส่วนงานอาจกำหนดแนวทางปฏิบัติในการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานมหาวิทยาลัยที่สังกัดส่วนงานนั้นได้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อหลักเกณฑ์และวิธีการตามวรรคหนึ่ง
ข้อ ๔๙ การประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานมหาวิทยาลัยแบ่งออกได้เป็นสามลักษณะ ดังนี้
(๑) การประเมินผลการทดลองปฏิบัติงาน
(๒) การประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี
(๓) การประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อต่อสัญญาปฏิบัติงาน
ข้อ ๕๐ การประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานมหาวิทยาลัย ให้หัวหน้าส่วนงานแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วย ประธานกรรมการ และกรรมการ จำนวน ๒ ถึง ๔ คน เพื่อประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานมหาวิทยาลัยที่สังกัดส่วนงานนั้น
กรรมการตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งหรือมีหน้าที่การงานไม่ต่ำกว่าผู้รับการประเมินและต้องมีบุคคลภายนอกส่วนงานนั้นอย่างน้อยหนึ่งคนเป็นกรรมการ
ข้อ ๕๑ การประเมินผลการปฏิบัติงาน ให้ประเมินตามเกณฑ์ภาระงานขั้นต่ำของแต่ละตำแหน่ง และตามภาระงานที่พนักงานมหาวิทยาลัยผู้นั้นได้รับมอบหมาย
ข้อ ๕๒ ให้ส่วนงานต้นสังกัดจัดทำเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และเกณฑ์การประเมินให้สอดคล้องกับภารกิจของส่วนงาน หน่วยงาน และตำแหน่งงาน ตลอดจนข้อตกลงเกี่ยวกับสัดส่วนภาระงานโดยประเมินจากเงื่อนไขดังนี้
(๑) ปริมาณงาน
(๒) คุณภาพงาน
(๓) คุณลักษณะส่วนบุคคล
สัดส่วนน้ำหนักคะแนน ตาม (๑) ถึง (๓) ต้องสอดคล้องกับลักษณะตำแหน่งงาน
ในการประเมินตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ประเมินหาข้อมูลจากผู้บังคับบัญชาและผู้รับบริการตลอดจนผู้ร่วมงานของผู้รับการประเมิน
ข้อ ๕๓ ให้ผู้บังคับบัญชาชั้นต้นของพนักงานมหาวิทยาลัยแจ้งให้พนักงานมหาวิทยาลัยทราบเป็นการล่วงหน้าถึงเป้าหมายของการประเมิน หลักเกณฑ์และวิธีการประเมิน และสัดส่วนน้ำหนักคะแนน
ข้อ ๕๔ ให้ผู้บังคับบัญชาชั้นต้นของพนักงานมหาวิทยาลัยให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลการปฏิบัติงานของพนักงานมหาวิทยาลัยต่อคณะกรรมการตามข้อ ๕๐
ข้อ ๕๕ การประเมินผลการทดลองปฏิบัติงานครั้งที่สองและการประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อต่อสัญญาปฏิบัติงานต้องกระทำให้แล้วเสร็จเป็นเวลาอย่างน้อยสามเดือนก่อนครบอายุสัญญา ส่วนการประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปีนั้นให้ประเมินทุกหกเดือน
ข้อ ๕๖ ผลการประเมินแบ่งออกเป็น ๕ ระดับ ดังนี้
(๑) ผลงานสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานในระดับดีเด่น
(๒) ผลงานสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานในระดับดี
(๓) ผลงานอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานในระดับพอใช้
(๔) ผลงานต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
(๕) ผลงานต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานมาก หรือไม่มีผลงาน
ผลการประเมินในระดับใดต้องมีระดับคะแนนเท่าใด ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในระเบียบมหาวิทยาลัย
ข้อ ๕๗ ให้ ก.บ.ค. กำหนดแบบการประเมินผลการปฏิบัติงาน โดยจัดทำเป็นประกาศมหาวิทยาลัย
ข้อ ๕๘ เมื่อคณะกรรมการตามข้อ ๕๐ ประเมินผลการปฏิบัติงานเสร็จสิ้นแล้ว ให้เสนอเรื่องต่อหัวหน้าส่วนงานเพื่อพิจารณาอนุมัติ จากนั้นให้แจ้ง ก.บ.ค. เพื่อทราบ หรือเสนอเรื่องต่อ ก.บ.ค. เพื่อพิจารณาอนุมัติ
ข้อ ๕๙ เมื่อได้ดำเนินการประเมินผลการปฏิบัติงานตามหมวดนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้ผู้บังคับบัญชาชั้นต้นแจ้งผลการประเมิน ข้อดี และข้อควรปรับปรุงแก่ผู้รับการประเมิน และให้ทำความตกลงกับผู้รับการประเมินเกี่ยวกับวิธีการและระยะเวลาในการปรับปรุงการปฏิบัติงาน
หมวด ๖
การพัฒนาพนักงานมหาวิทยาลัย
ข้อ ๖๐ ส่วนงานของมหาวิทยาลัยต้องจัดให้มีการพัฒนาพนักงานมหาวิทยาลัยอย่างสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ ทัศนคติที่ดี คุณธรรม จริยธรรม และประสิทธิภาพของพนักงานมหาวิทยาลัยและส่วนงาน โดยคำนึงถึงความต้องการและความเหมาะสมของพนักงานมหาวิทยาลัยในแต่ละประเภท แต่ละกลุ่มและแต่ละตำแหน่ง
การพัฒนาพนักงานมหาวิทยาลัยตามวรรคหนึ่ง ให้พิจารณาความรู้ความสามารถ คุณลักษณะและคุณสมบัติของพนักงานมหาวิทยาลัย
ข้อ ๖๑ การพัฒนาเพิ่มพูนความรู้ความสามารถของพนักงานมหาวิทยาลัยอาจจัดเป็นหลักสูตรเฉพาะก็ได้ โดยต้องสอดคล้องกับภาระงานของพนักงานมหาวิทยาลัยในแต่ละประเภท แต่ละกลุ่ม และแต่ละตำแหน่ง
ข้อ ๖๒ พนักงานมหาวิทยาลัยประเภทวิชาการมีหน้าที่เพิ่มพูนทักษะการสอน การวิจัย การพัฒนานักศึกษา และการบริการวิชาการหรือการบริการวิชาชีพ
ข้อ ๖๓ พนักงานมหาวิทยาลัยประเภทสนับสนุน มีหน้าที่เพิ่มพูนความรู้และทักษะในการทำงานการบริการ และวิชาการในหน้าที่ที่รับผิดชอบ
หมวด ๗
วันเวลาปฏิบัติงาน วันหยุด วันลา
ข้อ ๖๔ วันเวลาการปฏิบัติงาน วันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ วันหยุดตามประเพณี หรือวันหยุดอื่น ในแต่ละปีปฏิทิน ให้เป็นไปตามที่ ก.บ.ค. กำหนด
ข้อ ๖๕ ให้พนักงานมหาวิทยาลัยมีสิทธิลาดังต่อไปนี้
(๑) ลากิจ
(๒) ลาพักผ่อน
(๓) ลาป่วย
(๔) ลาเพื่อทำหมัน
(๕) ลาคลอด
(๖) ลาเพื่อดูแลบุตร
(๗) ลาอุปสมบท ลาเพื่อบวชชีพราหมณ์ หรือลาเพื่อประกอบพิธีฮัจจ์
(๘) ลาเข้ารับการเตรียมพลหรือรับราชการทหาร
(๙) ลาไปเพิ่มพูนความรู้ทางวิชาการ
(๑๐) ลาไปศึกษา ฝึกอบรม ดูงาน หรือปฏิบัติการวิจัย
จำนวนวันของการลาในแต่ละประเภท และการได้รับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และเงินค่าตอบแทนพิเศษในระหว่างลา ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราที่กำหนดไว้ในระเบียบมหาวิทยาลัย
หมวด ๘
วินัยและการดำเนินการทางวินัย
ข้อ ๖๖ พนักงานมหาวิทยาลัยต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เที่ยงธรรม ขยันหมั่นเพียร และดูแลเอาใจใส่รักษาประโยชน์ของมหาวิทยาลัย
ห้ามมิให้พนักงานมหาวิทยาลัยอาศัยหรือยอมให้ผู้อื่นอาศัยอำนาจหน้าที่ของตนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมหาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น
การปฏิบัติหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
ข้อ ๖๗ พนักงานมหาวิทยาลัยต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศมหาวิทยาลัย และคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้บังคับบัญชา
ในการปฏิบัติหน้าที่ กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศของมหาวิทยาลัย และคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้บังคับบัญชา หรือขาดการเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาประโยชน์ของทางมหาวิทยาลัย อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่มหาวิทยาลัยอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
การไม่มาปฏิบัติงานติดต่อกันเป็นเวลา ๑๕ วัน ไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
ข้อ ๖๘ พนักงานมหาวิทยาลัยต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา การรายงานโดยปกปิดข้อความซึ่งควรต้องแจ้ง ถือว่าเป็นการรายงานเท็จด้วย
การรายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่มหาวิทยาลัยอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
ข้อ ๖๙ พนักงานมหาวิทยาลัยต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี มีความสุภาพเรียบร้อย วางตนให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมอันดีงามของสังคมไทย อุทิศเวลาให้กับทางมหาวิทยาลัยอย่างเต็มที่ รักษาความสามัคคี ช่วยเหลือเกื้อกูลในการปฏิบัติหน้าที่ระหว่างผู้ร่วมปฏิบัติงานด้วยกัน
การล่วงเกินหรือคุกคามทางเพศ หรือการกลั่นแกล้ง ดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่ หรือข่มเหงผู้ร่วมปฏิบัติงาน นักศึกษา หรือผู้ติดต่อมหาวิทยาลัยอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
ข้อ ๗๐ พนักงานมหาวิทยาลัยต้องไม่กระทำการหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการหาประโยชน์อันอาจทำให้เสื่อมเสียความเที่ยงธรรมหรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ของตน การกระทำดังกล่าวให้ถือว่าเป็นการกระทำผิดวินัย
ข้อ ๗๑ พนักงานมหาวิทยาลัยต้องรักษาชื่อเสียงของตนและรักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ของตนมิให้เสื่อมเสีย โดยไม่กระทำการใด ๆ อันถือได้ว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว
การกระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือกระทำการอื่นใดอันถือได้ว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
ข้อ ๗๒ พนักงานมหาวิทยาลัยต้องปฏิบัติตามจรรยาบรรณตามข้อบังคับมหาวิทยาลัย
การประพฤติผิดจรรยาบรรณตามวรรคหนึ่งอย่างใดถือเป็นความผิดวินัยหรือผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้เป็นไปตามข้อบังคับมหาวิทยาลัย
ข้อ ๗๓ ผู้บังคับบัญชาผู้ใด เมื่อปรากฏว่ามีมูลที่ควรกล่าวหาว่าพนักงานมหาวิทยาลัยผู้ใดกระทำความผิดวินัย ละเลยไม่ดำเนินการทางวินัย ให้ถือว่าผู้บังคับบัญชาผู้นั้นกระทำผิดวินัย
ผู้บังคับบัญชาผู้ใดกลั่นแกล้งผู้ใต้บังคับบัญชาในการกล่าวหาหรือดำเนินการทางวินัย ให้ถือว่าผู้บังคับบัญชาผู้นั้นกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
ข้อ ๗๔ โทษทางวินัยของพนักงานมหาวิทยาลัย มีดังต่อไปนี้
(๑) ภาคทัณฑ์
(๒) ตัดเงินเดือน
(๓) ปรับลดเงินเดือน
(๔) เลิกสัญญาปฏิบัติงานโดยจ่ายบำเหน็จชดเชย
(๕) เลิกสัญญาปฏิบัติงานโดยไม่จ่ายบำเหน็จชดเชย
ผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงให้ผู้บังคับบัญชาลงโทษเลิกสัญญาปฏิบัติงานโดยจ่ายบำเหน็จชดเชยหรือเลิกสัญญาปฏิบัติงานโดยไม่จ่ายบำเหน็จชดเชย แล้วแต่กรณี
ข้อ ๗๕ ถ้าพนักงานมหาวิทยาลัยกระทำความผิดเล็กน้อย อาจงดโทษและตักเตือนด้วยวาจาหรือเป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้
ข้อ ๗๖ พนักงานมหาวิทยาลัยผู้ใดมีกรณีถูกกล่าวหาหรือความปรากฏต่อผู้บังคับบัญชาว่าได้กระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาสอบสวนและสั่งลงโทษตามควรแก่กรณี
ข้อ ๗๗ พนักงานมหาวิทยาลัยผู้ใดมีกรณีถูกกล่าวหาหรือความปรากฏต่อผู้บังคับบัญชาว่าได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาเสนอเรื่องตามลำดับชั้นไปยังอธิการบดี เพื่อพิจารณาสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวน ๓ ถึง ๕ คน ทำหน้าที่สอบสวนและรายงานผลการสอบสวนนั้นต่อ ก.บ.ค. เมื่อ ก.บ.ค. พิจารณาและมีมติเป็นประการใดแล้ว ให้อธิการบดีสั่งการตามนั้น
หัวหน้าส่วนงานอาจแต่งตั้งคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง เพื่อทำหน้าที่สอบสวนและรายงานผลการกระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรงก็ได้
ข้อ ๗๘ ให้หัวหน้าส่วนงานเป็นผู้มีอำนาจสั่งลงโทษบุคคลผู้กระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรง เว้นแต่บุคคลดังกล่าวเป็นผู้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ พนักงานมหาวิทยาลัยประเภทสนับสนุน กลุ่มวิชาชีพเฉพาะหรือเชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับเชี่ยวชาญพิเศษ ให้เสนอเรื่องต่ออธิการบดีเพื่อพิจารณาสั่งลงโทษ
ข้อ ๗๙ ในระหว่างที่พนักงานมหาวิทยาลัยถูกสอบสวนความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง อธิการบดีอาจสั่งพักงานไว้ก่อนก็ได้ แต่ทั้งนี้หากผลการสอบสวนปรากฏว่า ผู้นั้นมิได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ได้รับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และเงินค่าตอบแทนพิเศษในระหว่างที่ถูกสั่งพักงานด้วย
ข้อ ๘๐ หลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนและการสั่งลงโทษ ให้เป็นไปตามระเบียบมหาวิทยาลัยที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด
หมวด ๙
อุทธรณ์และร้องทุกข์
ข้อ ๘๑ ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการอุทธรณ์และร้องทุกข์ในการบริหารงานบุคคลของมหาวิทยาลัย” ประกอบด้วย
(๑) กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิสองคน เป็นประธานหนึ่งคน และเป็นกรรมการอีกหนึ่งคน
(๒) กรรมการซึ่งแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายหนึ่งคน
(๓) กรรมการซึ่งแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการบริหารงานบุคคลหนึ่งคน
(๔) กรรมการที่มาจากบัญชีรายชื่อผู้แทนพนักงานมหาวิทยาลัยประเภทวิชาการหนึ่งคน
(๕) กรรมการที่มาจากบัญชีรายชื่อผู้แทนพนักงานมหาวิทยาลัยประเภทสนับสนุนหนึ่งคน
ให้รองอธิการบดี ที่อธิการบดีมอบหมายเป็นเลขานุการ และจะมีผู้ช่วยเลขานุการหนึ่งหรือสองคนด้วยก็ได้
วาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการตาม (๑) (๒) และ (๓) และอายุของบัญชีรายชื่อตาม (๔) และ (๕) ให้มีกำหนดสองปี แต่ทั้งนี้ ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะพิจารณาเรื่องอุทธรณ์หรือร้องทุกข์เรื่องนั้นแล้วเสร็จ
ให้สภาคณาจารย์เสนอชื่อพนักงานมหาวิทยาลัยประเภทวิชาการซึ่งมีคุณสมบัติและความประพฤติเหมาะสมที่จะเป็นกรรมการตาม (๔) จำนวน ๑๐ คนต่อสภามหาวิทยาลัย โดยให้สภาคณาจารย์รับฟังความคิดเห็นจากหัวหน้าส่วนงานประกอบด้วย จากนั้นให้สภามหาวิทยาลัยเลือกบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อดังกล่าวให้เหลือจำนวน ๕ คนเป็นกรรมการในบัญชีรายชื่อผู้แทนพนักงานมหาวิทยาลัยประเภทวิชาการ
ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งทำหน้าที่สรรหารายชื่อพนักงานมหาวิทยาลัยประเภทสนับสนุนที่มีคุณสมบัติและความประพฤติเหมาะสมที่จะเป็นกรรมการตาม (๕) จำนวน ๒๐ คนเสนอต่อสภามหาวิทยาลัย โดยให้รับฟังความคิดเห็นจากหัวหน้าส่วนงานประกอบด้วย จากนั้นให้สภามหาวิทยาลัยเลือกบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อดังกล่าวให้เหลือจำนวน ๑๐ คนเป็นกรรมการในบัญชีรายชื่อผู้แทนพนักงานมหาวิทยาลัยประเภทสนับสนุน
หลักเกณฑ์และวิธีการได้มาซึ่งบัญชีรายชื่อตามวรรคสี่และวรรคห้าให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในระเบียบมหาวิทยาลัย
ข้อ ๘๒ พนักงานมหาวิทยาลัยที่เห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรมในการประเมินผลการปฏิบัติงาน การไม่ต่อสัญญาปฏิบัติงาน การเลิกสัญญาปฏิบัติงาน หรือการถูกลงโทษทางวินัย มีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์และร้องทุกข์ ได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการดังกล่าว
ข้อ ๘๓ พนักงานมหาวิทยาลัยที่เห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือมีความคับข้องใจ อันเนื่องมาจากการกระทำหรือคำสั่งของผู้บังคับบัญชา มีสิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์และร้องทุกข์ได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้ทราบเหตุดังกล่าว
ข้อ ๘๔ เมื่อมีการอุทธรณ์หรือร้องทุกข์ตามความในหมวดนี้ ให้กรรมการตามข้อ ๘๑ (๑) (๒) และ (๓) เลือกบุคคลในบัญชีรายชื่อตามข้อ ๘๑ (๔) และ (๕) บัญชีละหนึ่งคน ประกอบกันเป็นคณะกรรมการอุทธรณ์และร้องทุกข์ ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมและความเป็นธรรมในการพิจารณาเรื่องอุทธรณ์หรือร้องทุกข์ดังกล่าว
ให้คณะกรรมการอุทธรณ์และร้องทุกข์ พิจารณาเรื่องอุทธรณ์หรือร้องทุกข์ให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง เว้นแต่มีเหตุผลและความจำเป็น สภามหาวิทยาลัยอาจขยายเวลาการพิจารณาออกไปอีกได้ไม่เกินเก้าสิบวัน
เมื่อคณะกรรมการอุทธรณ์และร้องทุกข์ วินิจฉัยเป็นประการใดแล้ว ให้อธิการบดี หัวหน้าส่วนงาน หรือคณะกรรมการที่มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องดังกล่าว สั่งการและดำเนินการให้เป็นไปตามนั้น
ข้อ ๘๕ วิธีพิจารณาอุทธรณ์และร้องทุกข์ให้เป็นไปตามระเบียบมหาวิทยาลัย ที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด
หมวด ๑๐
การพ้นสภาพพนักงานมหาวิทยาลัย
ข้อ ๘๖ พนักงานมหาวิทยาลัยพ้นสภาพการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย เมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) ไม่ผ่านการประเมินผลการทดลองปฏิบัติงาน
(๔) ระยะเวลาตามสัญญาปฏิบัติงานสิ้นสุดลง
(๕) ถูกเลิกสัญญาปฏิบัติงาน
ข้อ ๘๗ พนักงานมหาวิทยาลัยผู้ใดมีผลการประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี อยู่ในระดับผลงานต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานมาก หรือไม่มีผลงาน ให้เลิกสัญญาปฏิบัติงานของพนักงานมหาวิทยาลัยผู้นั้นโดยทันที
พนักงานมหาวิทยาลัยผู้ใดมีผลการประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี อยู่ในระดับผลงานต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานเป็นเวลาสองปีติดต่อกัน ให้เลิกสัญญาปฏิบัติงานของพนักงานมหาวิทยาลัยผู้นั้นโดยทันที
พนักงานมหาวิทยาลัยผู้ใดมีผลการประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี อยู่ในระดับผลงานอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานในระดับพอใช้ เป็นเวลาสามปีติดต่อกัน ให้เลิกสัญญาปฏิบัติงานของพนักงานมหาวิทยาลัยผู้นั้นโดยทันที
หมวด ๑๑
บำเหน็จชดเชย
ข้อ ๘๘ พนักงานมหาวิทยาลัยผู้ใดพ้นสภาพการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยก่อนครบระยะเวลาตามสัญญาปฏิบัติงาน เพราะเหตุอื่นที่มิใช่เพราะตายหรือลาออกหรือถูกเลิกสัญญาปฏิบัติงาน ให้พนักงานมหาวิทยาลัยผู้นั้นได้รับบำเหน็จชดเชยตามอัตราดังต่อไปนี้
(๑) เมื่อปฏิบัติงานติดต่อกันครบ ๑๒๐ วันแต่ไม่ครบ ๑ ปี ให้ได้รับบำเหน็จชดเชยเท่ากับเงินเดือนเดือนสุดท้ายจำนวน ๑ เดือน
(๒) เมื่อปฏิบัติงานติดต่อกันครบ ๑ ปีแต่ไม่ครบ ๓ ปี ให้ได้รับบำเหน็จชดเชยเท่ากับเงินเดือนเดือนสุดท้ายจำนวน ๓ เดือน
(๓) เมื่อปฏิบัติงานติดต่อกันครบ ๓ ปีแต่ไม่ครบ ๖ ปี ให้ได้รับบำเหน็จชดเชยเท่ากับเงินเดือนเดือนสุดท้ายจำนวน ๖ เดือน
(๔) เมื่อปฏิบัติงานติดต่อกันครบ ๖ ปีแต่ไม่ครบ ๑๐ ปี ให้ได้รับบำเหน็จชดเชยเท่ากับเงินเดือนเดือนสุดท้ายจำนวน ๘ เดือน
(๕) เมื่อปฏิบัติงานติดต่อกันครบ ๑๐ ปีขึ้นไป ให้ได้รับบำเหน็จชดเชยเท่ากับเงินเดือนเดือนสุดท้ายจำนวน ๑๐ เดือน
(๖) เมื่อปฏิบัติงานติดต่อกันเกินสิบปีขึ้นไป ให้ได้รับเงินบำเหน็จชดเชยเท่ากับอัตราเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ปฏิบัติงาน โดยระยะเวลาที่มากกว่าหกเดือนให้นับเป็นหนึ่งปี
การตายในระหว่างปฏิบัติหน้าที่หรือสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือเป็นกรณีที่ผู้ตายได้อุทิศตนปฏิบัติงานให้แก่มหาวิทยาลัยอย่างเต็มกำลังความสามารถมาอย่างต่อเนื่อง ก.บ.ค. อาจพิจารณาให้บำเหน็จชดเชยตามวรรคหนึ่งแก่ทายาทของพนักงานมหาวิทยาลัยผู้นั้นได้
ข้อ ๘๙ มหาวิทยาลัยไม่ต้องจ่ายบำเหน็จชดเชยให้แก่พนักงานมหาวิทยาลัยซึ่งถูกเลิกสัญญาปฏิบัติงานในกรณีดังต่อไปนี้
(๑) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่มหาวิทยาลัย
(๒) จงใจทำให้มหาวิทยาลัยได้รับความเสียหาย
(๓) ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้มหาวิทยาลัยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
(๔) ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และผู้บังคับบัญชาได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรงผู้บังคับบัญชาไม่จำเป็นต้องตักเตือน ทั้งนี้ หนังสือเตือนให้มีผลบังคับได้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้กระทำผิด
(๕) ละทิ้งหน้าที่ตั้งแต่สามวันทำงานติดต่อกัน ไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
(๖) ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
บทเฉพาะกาล
ข้อ ๙๐ ในระยะเริ่มแรกให้หัวหน้าส่วนงานตามข้อ ๘ (๓) ประกอบด้วย คณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล และคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์เกื้อการุณย์ หรือผู้รักษาการในตำแหน่ง
ประกาศ ณ วันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔
(ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร)
นายกสภามหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร
บัญชีเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของพนักงานมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร
(แนบท้ายข้อบังคับมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานครว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๕๔)
๑. บัญชีเงินเดือน
บัญชีเงินเดือนของพนักงานมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร จำแนกตามประเภทของพนักงานมหาวิทยาลัยดังนี้
๑.๑ บัญชี ก ใช้สำหรับพนักงานมหาวิทยาลัยประเภทผู้บริหาร
๑.๑.๑ กรณีแต่งตั้ง หรือบรรจุใหม่
(ก) ระดับสูงสุด หมายถึง อธิการบดี
อัตราเงินเดือนขั้นต่ำ-ขั้นสูง เท่ากับอัตราเงินเดือนขั้นต่ำ-ขั้นสูง ของข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง คูณด้วย ๑.๕ กำหนดเงินเดือนขั้นต่ำ-ขั้นสูงเท่ากับ ๘๐,๕๐๐ – ๙๙,๗๐๐ บาท
(ข) ระดับสูง หมายถึง รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี และหัวหน้าส่วนงานตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ.๒๕๕๓ หรือเทียบเท่า
อัตราเงินเดือนขั้นต่ำ-ขั้นสูง เท่ากับอัตราเงินเดือนขั้นต่ำ-ขั้นสูง ของข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับต้น คูณด้วย ๑.๕ กำหนดเงินเดือนขั้นต่ำ-ขั้นสูงเท่ากับ ๗๓,๑๐๐ – ๙๖,๕๐๐ บาท
(ค) ระดับกลาง หมายถึง รองหัวหน้าส่วนงานตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ.๒๕๕๓ หรือเทียบเท่า
อัตราเงินเดือนขั้นต่ำ-ขั้นสูง เท่ากับอัตราเงินเดือนขั้นต่ำ-ขั้นสูง ของข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทอำนวยการระดับสูง คูณด้วย ๑.๕ กำหนดเงินเดือนขั้นต่ำ-ขั้นสูง เท่ากับ ๔๖,๙๐๐ – ๘๙,๗๐๐ บาท
(ง) ระดับต้น
กลุ่มที่หนึ่ง ได้แก่ ผู้ช่วยหัวหน้าส่วนงานตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ.๒๕๕๓ หัวหน้าหน่วยงานที่มหาวิทยาลัยจัดตั้งให้อยู่ในส่วนงาน และตำแหน่งอื่น ๆ ที่เทียบเท่าตามประกาศของ ก.บ.ค. โดยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัย
อัตราเงินเดือนขั้นต่ำ-ขั้นสูง เท่ากับอัตราเงินเดือนขั้นต่ำ-ขั้นสูง ของข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทอำนวยการระดับต้น คูณด้วย ๑.๕ กำหนดเงินเดือนขั้นต่ำ-ขั้นสูง เท่ากับ ๓๘,๑๐๐ – ๗๕,๘๐๐ บาท
กลุ่มที่สอง ได้แก่ หัวหน้าหน่วยงานย่อยที่ไม่อยู่ในโครงสร้างของส่วนงาน แต่มีภารกิจที่มีความสำคัญหรือภาระงานที่มาก ตามประกาศของ ก.บ.ค. โดยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัย
อัตราเงินเดือนขั้นต่ำ-ขั้นสูง เท่ากับอัตราเงินเดือนขั้นต่ำ-ขั้นสูง ของพนักงานมหาวิทยาลัยประเภทสนับสนุน กลุ่มวิชาชีพเฉพาะ/เชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับชำนาญการพิเศษ กำหนดเงินเดือนขั้นต่ำ-ขั้นสูง เท่ากับ ๒๗,๔๐๐ – ๖๕,๗๐๐ บาท
๑.๑.๒ กรณีเปลี่ยนสถานภาพ
กรณีเปลี่ยนสถานภาพมาจากข้าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ปฏิบัติหน้าที่ในมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร ตามมาตรา ๗๐ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ.๒๕๕๓ ใช้อัตราเงินเดือนเดิมคูณด้วย ๑.๕ และกำหนดอัตราเงินเดือนขั้นต่ำ – ขั้นสูงเช่นเดียวกับกรณีแต่งตั้งหรือบรรจุใหม่
กรณีที่เงินเดือนเดิมที่ได้รับคูณด้วย ๑.๕ แล้วไม่ถึงเงินเดือนขั้นต่ำของแต่ละระดับ ให้ใช้อัตราเงินเดือนเดิมที่ได้รับคูณด้วย ๑.๕ เป็นอัตราชั่วคราว
๑.๒ บัญชี ข ใช้สำหรับพนักงานมหาวิทยาลัยประเภทวิชาการ
๑.๒.๑ กรณีแต่งตั้ง หรือบรรจุใหม่
กำหนดอัตราเงินเดือนขั้นต่ำเฉพาะระดับอาจารย์ โดยใช้อัตราเงินเดือนขั้นต่ำของข้าราชการพลเรือนสามัญตามระดับคุณวุฒิ ที่ ก.พ. ให้การรับรองคูณด้วย ๑.๕ ส่วนอัตราเงินเดือนขั้นสูงในแต่ละระดับ ใช้อัตราเงินเดือนขั้นสูงของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ในแต่ละระดับคูณด้วย ๑.๕
การเทียบระดับและอัตราเงินเดือนสำหรับผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการหรือตำแหน่งอื่นในสถาบันอุดมศึกษา หรือผู้ที่มีประสบการณ์ในส่วนราชการอื่น หรือในภาคเอกชน ให้เป็นไปตามประกาศ ก.บ.ค. ที่พิจารณาจากความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ ภารกิจตามยุทธศาสตร์ของส่วนงานและมหาวิทยาลัย และผลงานตามข้อตกลงในสัญญาปฏิบัติงาน โดยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัย
๑.๒.๒ กรณีเปลี่ยนสถานภาพ
กรณีเปลี่ยนสถานภาพมาจากข้าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ปฏิบัติหน้าที่ในมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร ตามมาตรา ๗๐ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ.๒๕๕๓ ใช้อัตราเงินเดือนเดิมคูณด้วย ๑.๕
กำหนดอัตราเงินเดือนขั้นต่ำ – ขั้นสูงเช่นเดียวกับกรณีบรรจุใหม่ กรณีที่เงินเดือนไม่ถึงเงินเดือนขั้นต่ำในแต่ละระดับ ให้ใช้อัตราเงินเดือนเดิมที่ได้รับคูณด้วย ๑.๕ เป็นอัตราชั่วคราว
กรณีที่เงินเดือนเดิมที่ได้รับคูณด้วย ๑.๕ เกินกว่าเงินเดือนขั้นสูงของระดับอาจารย์ ให้ใช้เงินเดือนเดิมที่ได้รับคูณด้วย ๑.๕ เป็นการชั่วคราว จนกว่าจะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการในระดับที่สูงขึ้น
๑.๓ บัญชีเงินเดือนสำหรับพนักงานมหาวิทยาลัยประเภทสนับสนุน
๑.๓.๑ บัญชี ค ใช้สำหรับพนักงานมหาวิทยาลัยประเภทสนับสนุน กลุ่มวิชาชีพเฉพาะหรือเชี่ยวชาญเฉพาะ
(ก) กรณีบรรจุใหม่
กำหนดอัตราเงินเดือนขั้นต่ำในระดับปฏิบัติการ ใช้อัตราเงินเดือนขั้นต่ำของข้าราชการพลเรือนสามัญตามระดับคุณวุฒิ ที่ ก.พ. ให้การรับรองคูณด้วย ๑.๓ ส่วนอัตราเงินเดือนขั้นสูงของระดับปฏิบัติการ และอัตราเงินเดือนขั้นต่ำ-สูง ในแต่ละระดับที่สูงกว่าระดับปฏิบัติการ ใช้อัตราเงินเดือนขั้นต่ำ-ขั้นสูงของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ในแต่ละระดับคูณด้วย ๑.๓
การเทียบระดับและอัตราเงินเดือนสำหรับผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการหรือตำแหน่งอื่นในสถาบันอุดมศึกษา หรือผู้ที่มีประสบการณ์ในส่วนราชการ หรือในภาคเอกชน ให้เป็นไปตามประกาศ ก.บ.ค. ที่พิจารณาจากความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ ภารกิจตามยุทธศาสตร์ของส่วนงานและมหาวิทยาลัย และผลงานตามข้อตกลงในสัญญาปฏิบัติงาน โดยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัย
(ข) กรณีเปลี่ยนสถานภาพ
กรณีเปลี่ยนสถานภาพมาจากข้าราชการและลูกจ้างกรุงเทพมหานคร ที่ปฏิบัติหน้าที่ในมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร ตามมาตรา ๗๐ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ.๒๕๕๓ ใช้อัตราเงินเดือนเดิมคูณด้วย ๑.๓
กำหนดอัตราเงินเดือนขั้นต่ำ – ขั้นสูงเช่นเดียวกับกรณีบรรจุใหม่ กรณีที่เงินเดือนไม่ถึงเงินเดือนขั้นต่ำในแต่ละระดับ ให้ใช้อัตราเงินเดือนเดิมที่ได้รับคูณด้วย ๑.๓ เป็นอัตราชั่วคราว
การเทียบระดับ ให้เป็นไปตามประกาศ ก.บ.ค. ที่พิจารณาตามหลักเกณฑ์ของ ก.พ. และ ก.พ.อ. รวมทั้งความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ และคุณวุฒิที่เพิ่มขึ้น โดยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัย
๑.๓.๒ บัญชี ง ใช้สำหรับพนักงานมหาวิทยาลัยประเภทสนับสนุน กลุ่มทั่วไป
(ก) กรณีบรรจุใหม่
กำหนดอัตราเงินเดือนขั้นต่ำในระดับปฏิบัติงาน ใช้อัตราเงินเดือนขั้นต่ำของข้าราชการพลเรือนสามัญตามระดับคุณวุฒิ ที่ ก.พ. ให้การรับรองคูณด้วย ๑.๓ ส่วนอัตราเงินเดือนขั้นสูงของระดับปฏิบัติงาน และอัตราเงินเดือนขั้นต่ำ-สูง ในแต่ละระดับที่สูงกว่าระดับปฏิบัติงาน ใช้อัตราเงินเดือนขั้นต่ำ-ขั้นสูงของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ในแต่ละระดับคูณด้วย ๑.๓
การเทียบระดับและอัตราเงินเดือนสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ในส่วนราชการ หรือในภาคเอกชน ให้เป็นไปตามประกาศ ก.บ.ค. ที่พิจารณาจากความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ ภารกิจตามยุทธศาสตร์ของส่วนงานและมหาวิทยาลัย และผลงานตามข้อตกลงในสัญญาปฏิบัติงาน โดยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัย
(ข) กรณีเปลี่ยนสถานภาพ
กรณีเปลี่ยนสถานภาพมาจากข้าราชการและลูกจ้างกรุงเทพมหานคร ที่ปฏิบัติหน้าที่ในมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร ตามมาตรา ๗๐ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ.๒๕๕๓ ใช้อัตราเงินเดือนเดิมคูณด้วย ๑.๓
กำหนดอัตราเงินเดือนขั้นต่ำ – ขั้นสูงเช่นเดียวกับกรณีบรรจุใหม่ กรณีที่เงินเดือนไม่ถึงเงินเดือนขั้นต่ำในแต่ละระดับ ให้ใช้อัตราเงินเดือนเดิมที่ได้รับคูณด้วย ๑.๓ เป็นอัตราชั่วคราว
การเทียบระดับ ให้เป็นไปตามประกาศ ก.บ.ค. ที่พิจารณาตามหลักเกณฑ์ของ ก.พ. และ ก.พ.อ. รวมทั้งความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ และคุณวุฒิที่เพิ่มขึ้น โดยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัย
๒. บัญชีเงินประจำตำแหน่ง
๒.๑ บัญชี จ ใช้สำหรับพนักงานมหาวิทยาลัยประเภทผู้บริหาร
๒.๑.๑ ระดับสูงสุด หมายถึง อธิการบดี
ให้ได้รับเงินประจำตำแหน่ง โดยใช้อัตราเงินประจำตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง อัตรา ๒๑,๐๐๐ บาทต่อเดือน คูณด้วย ๒ เท่ากับ ๔๒,๐๐๐ บาทต่อเดือน และให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาการตามระดับตำแหน่งที่เคยได้รับ
๒.๑.๒ ระดับสูง หมายถึง รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี และหัวหน้าส่วนงานตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ.๒๕๕๓ หรือเทียบเท่า
ให้ได้รับเงินประจำตำแหน่ง โดยใช้อัตราเงินประจำตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง อัตรา ๑๔,๕๐๐ บาทต่อเดือน คูณด้วย ๒ เท่ากับ ๒๙,๐๐๐ บาทต่อเดือน และให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาการตามระดับตำแหน่งที่เคยได้รับ
๒.๑.๓ ระดับกลาง หมายถึง รองหัวหน้าส่วนงานตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ.๒๕๕๓ หรือเทียบเท่า
ให้ได้รับเงินประจำตำแหน่ง โดยใช้อัตราเงินประจำตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับต้น อัตรา ๑๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน คูณด้วย ๒ เท่ากับ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน และให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาการ หรือเงินประจำตำแหน่งประเภทสนับสนุน กลุ่มวิชาชีพเฉพาะ/เชี่ยวชาญเฉพาะตามระดับตำแหน่งที่เคยได้รับ
๒.๑.๔ ระดับต้น
กลุ่มที่หนึ่ง ได้แก่ ผู้ช่วยหัวหน้าส่วนงานตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ.๒๕๕๓ หัวหน้าหน่วยงานที่มหาวิทยาลัยจัดตั้งให้อยู่ในส่วนงาน และตำแหน่งอื่น ๆ ที่เทียบเท่าตามประกาศของ ก.บ.ค. โดยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัย
ให้ได้รับเงินประจำตำแหน่ง โดยใช้อัตราเงินประจำตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทอำนวยการระดับต้น อัตรา ๕,๖๐๐ บาทต่อเดือน คูณด้วย ๒ เท่ากับ ๑๑,๒๐๐ บาทต่อเดือน และให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาการ หรือเงินประจำตำแหน่งประเภทสนับสนุน กลุ่มวิชาชีพเฉพาะหรือเชี่ยวชาญเฉพาะตามระดับตำแหน่งที่เคยได้รับ
กลุ่มที่สอง ได้แก่ หัวหน้าหน่วยงานย่อยที่ไม่อยู่ในโครงสร้างของส่วนงาน แต่มีภารกิจที่มีความสำคัญหรือภาระงานที่มาก ตามประกาศของ ก.บ.ค. โดยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัย
ให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งในอัตรา ๓,๕๐๐ บาทต่อเดือน และให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาการ หรือเงินประจำตำแหน่งประเภทสนับสนุน กลุ่มวิชาชีพเฉพาะหรือเชี่ยวชาญเฉพาะตามระดับตำแหน่งที่เคยได้รับ
๒.๒ บัญชี ข ใช้สำหรับพนักงานมหาวิทยาลัยประเภทวิชาการ
๒.๒.๑ ศาสตราจารย์ ให้ได้เงินประจำตำแหน่งในอัตรา ๒๖,๐๐๐ หรือ ๓๑,๒๐๐ บาทต่อเดือน ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในข้อบังคับมหาวิทยาลัยว่าด้วยการนั้น
๒.๒.๒ รองศาสตราจารย์ ให้ได้เงินประจำตำแหน่งในอัตรา ๑๙,๘๐๐ บาทต่อเดือน
๒.๒.๓ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ให้ได้เงินประจำตำแหน่งในอัตรา ๑๑,๒๐๐ บาทต่อเดือน
๒.๓ บัญชี ค ใช้สำหรับพนักงานมหาวิทยาลัยประเภทสนับสนุน กลุ่มวิชาชีพเฉพาะหรือเชี่ยวชาญเฉพาะ
๒.๓.๑ ระดับเชี่ยวชาญพิเศษ ให้ได้เงินประจำตำแหน่งในอัตรา ๒๖,๐๐๐ หรือ ๓๑,๒๐๐ บาทต่อเดือน
๒.๓.๒ ระดับเชี่ยวชาญ ให้ได้เงินประจำตำแหน่งในอัตรา ๑๙,๘๐๐ บาทต่อเดือน
๒.๓.๓ ระดับชำนาญการพิเศษ ให้ได้เงินประจำตำแหน่งในอัตรา ๑๑,๒๐๐ บาทต่อเดือน
๒.๓.๔ ระดับชำนาญการ ให้ได้เงินประจำตำแหน่งในอัตรา ๓,๕๐๐ บาทต่อเดือน
ทั้งนี้ตำแหน่งที่จะได้รับเงินประจำตำแหน่ง ในแต่ละระดับ ให้เป็นไปตามประกาศของ ก.บ.ค. โดยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัย
๓. บัญชี ฉ อัตราเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานครสำหรับคุณวุฒิที่ ก.พ. รับรองเพื่อการบรรจุและแต่งตั้งเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร จำนวน ๓๐ คุณวุฒิ เฉพาะสถานศึกษาในประเทศ
บัญชี ก อัตราเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัยประเภทผู้บริหาร
| ระดับต้น (บ๑-๒) | ระดับต้น (บ๑-๑) | ระดับกลาง (บ๒) | ระดับสูง (บ๓) | ระดับสูงสุด (บ๔) | |
|---|---|---|---|---|---|
| ขั้นสูง | ๖๕,๗๐๐ | ๗๕,๘๐๐ | ๘๙,๗๐๐ | ๙๖,๕๐๐ | ๙๙,๗๐๐ |
| ขั้นต่ำ | ๒๗,๔๐๐ | ๓๘,๑๐๐ | ๔๖,๙๐๐ | ๗๓,๑๐๐ | ๘๐,๕๐๐ |
บัญชี ข อัตราเงินเดือนขั้นต่ำ-ขั้นสูง และเงินประจำตำแหน่ง ของพนักงานมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร ประเภทวิชาการ
| อาจารย์ | ผู้ช่วยศาสตราจารย์ | รองศาสตราจารย์ | ศาสตราจารย์ | |
|---|---|---|---|---|
| ขั้นสูง (ชั่วคราว)* | ๕๙,๗๗๐ คูณด้วย ๑.๕ เท่ากับ ๘๙,๗๐๐ | - | - | - |
| ขั้นสูง | ๒๒,๒๒๐ คูณด้วย ๑.๕ เท่ากับ ๓๓,๓๐๐ | ๕๐,๕๕๐ คูณด้วย ๑.๕ เท่ากับ ๗๕,๘๐๐ | ๕๙,๗๗๐ คูณด้วย ๑.๕ เท่ากับ ๘๙,๗๐๐ | ๖๖,๔๘๐ คูณด้วย ๑.๕ เท่ากับ ๙๙,๗๐๐ |
| ขั้นต่ำ | ๘,๗๐๐ คูณด้วย ๑.๕ เท่ากับ ๑๓,๐๐๐ | - | - | - |
| เงินประจำตำแหน่ง | - | ๑๑,๒๐๐ | ๑๙,๘๐๐ | ๒๖,๐๐๐/๓๑,๒๐๐ |
*ขั้นสูงชั่วคราว สำหรับข้าราชการกรุงเทพมหานครที่เปลี่ยนสถานภาพ หรือการบรรจุพนักงานมหาวิทยาลัยใหม่ที่มีประสบการณ์ จากส่วนราชการอื่น หรือภาคเอกชน
บัญชี ค อัตราเงินเดือนขั้นต่ำ-ขั้นสูง และเงินประจำตำแหน่งของพนักงานมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานครประเภทสนับสนุน กลุ่มวิชาชีพเฉพาะหรือเชี่ยวชาญเฉพาะ
| ปฏิบัติการ (ว๑) | ชำนาญการ (ว๒) | ชำนาญการพิเศษ (ว๓) | เชี่ยวชาญ (ว๔) | เชี่ยวชาญพิเศษ (ว๕) | |
|---|---|---|---|---|---|
| ขั้นสูง | ๒๒,๒๒๐ คูณด้วย ๑.๓ เท่ากับ ๒๘,๙๐๐ | ๓๖,๐๒๐ คูณด้วย ๑.๓ เท่ากับ ๔๖,๘๐๐ | ๕๐,๕๕๐ คูณด้วย ๑.๓ เท่ากับ ๖๕,๗๐๐ | ๕๙,๗๗๐ คูณด้วย ๑.๓ เท่ากับ ๗๗,๗๐๐ | ๖๖,๔๘๐ คูณด้วย ๑.๓ เท่ากับ ๘๖,๔๐๐ |
| ขั้นต่ำ | ๘,๗๐๐ คูณด้วย ๑.๓ เท่ากับ ๑๑,๓๐๐ | ๑๔,๓๓๐ คูณด้วย ๑.๓ เท่ากับ ๑๘,๖๐๐ | ๒๑,๐๘๐ คูณด้วย ๑.๓ เท่ากับ ๒๗,๔๐๐ | ๒๙,๙๐๐ คูณด้วย ๑.๓ เท่ากับ ๓๘,๙๐๐ | ๔๑,๗๒๐ คูณด้วย ๑.๓ เท่ากับ ๕๔,๒๐๐ |
| เงินประจำตำแหน่ง* | - | ๓,๕๐๐ | ๑๑,๒๐๐ | ๑๙,๘๐๐ | ๒๖,๐๐๐/๓๑,๒๐๐ |
*วิชาชีพเฉพาะหรือเชี่ยวชาญเฉพาะ ตำแหน่งใดที่จะได้รับเงินประจำตำแหน่งให้เป็นไปตามประกาศของมหาวิทยาลัย
บัญชี ง อัตราเงินเดือนขั้นต่ำ-ขั้นสูงของพนักงานมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานครประเภทสนับสนุน กลุ่มทั่วไป
| ปฏิบัติงาน (ท๑) | ชำนาญงาน (ท๒) | ชำนาญงานพิเศษ (ท๓) | |
|---|---|---|---|
| ขั้นสูง | ๑๘,๑๙๐ คูณด้วย ๑.๓ เท่ากับ ๒๓,๖๐๐ | ๓๓,๕๔๐ คูณด้วย ๑.๓ เท่ากับ ๔๓,๖๐๐ | ๔๗,๔๕๐ คูณด้วย ๑.๓ เท่ากับ ๖๑,๗๐๐ |
| ขั้นต่ำ | ๕,๔๒๐ คูณด้วย ๑.๓ เท่ากับ ๗,๐๐๐ | ๑๐,๑๙๐ คูณด้วย ๑.๓ เท่ากับ ๑๓,๒๐๐ | ๑๕,๔๑๐ คูณด้วย ๑.๓ เท่ากับ ๒๐,๐๐๐ |
บัญชี จ อัตราเงินประจำตำแหน่งสำหรับพนักงานมหาวิทยาลัยประเภทผู้บริหาร
| ตำแหน่ง | เงินประจำตำแหน่ง |
|---|---|
| ผู้บริหารระดับสูงสุด (บ๔) - อธิการบดี | อัตรา ๔๒,๐๐๐ บาทต่อเดือน และให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาการตามระดับตำแหน่งที่เคยได้รับ |
| ผู้บริหารระดับสูง (บ๓)– รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี และหัวหน้าส่วนงานตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ.๒๕๕๓ หรือเทียบเท่า | อัตรา ๒๙,๐๐๐ บาทต่อเดือน และให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาการตามระดับตำแหน่งที่เคยได้รับ |
| ผู้บริหารระดับกลาง (บ๒)– รองหัวหน้าส่วนงานตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ.๒๕๕๓ หรือเทียบเท่า | อัตรา ๒๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน และให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาการ หรือเงินประจำตำแหน่งประเภทสนับสนุน กลุ่มวิชาชีพเฉพาะ/เชี่ยวชาญเฉพาะตามระดับตำแหน่ง ที่เคยได้รับ |
| ผู้บริหารระดับต้น - กลุ่มที่หนึ่ง (บ๑-๑) ผู้ช่วยหัวหน้าส่วนงานตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ.๒๕๕๓ หัวหน้าหน่วยงานที่มหาวิทยาลัยจัดตั้งให้อยู่ในส่วนงาน และตำแหน่งอื่น ๆ ที่เทียบเท่าตามประกาศของ ก.บ.ค. โดยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัย | อัตรา ๑๑,๒๐๐ บาทต่อเดือน และให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาการ หรือเงินประจำตำแหน่งประเภทสนับสนุน กลุ่มวิชาชีพเฉพาะ/เชี่ยวชาญเฉพาะตามระดับตำแหน่ง ที่เคยได้รับ |
| - กลุ่มที่สอง (บ๑-๒) หัวหน้าหน่วยงานย่อยที่ไม่อยู่ในโครงสร้างของส่วนงาน และมีภารกิจที่มีความสำคัญหรือภาระงานที่มาก ตามประกาศของ ก.บ.ค. โดยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัย | อัตรา ๓,๕๐๐ บาทต่อเดือน และให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาการ หรือเงินประจำตำแหน่งประเภทสนับสนุน กลุ่มวิชาชีพเฉพาะ/เชี่ยวชาญเฉพาะตามระดับตำแหน่ง ที่เคยได้รับ |
บัญชี ฉ อัตราเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานครสำหรับคุณวุฒิที่ ก.พ รับรองเพื่อการบรรจุและแต่งตั้งเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร
จำนวน ๓๐ คุณวุฒิ (สถานศึกษาในประเทศ)
| ลำดับที่ | คุณวุฒิ | ประเภทและระดับตำแหน่ง | อัตราเงินเดือน ก.พ.เดิม | อัตราเงินเดือน ก.พ.ใหม่ ใช้บังคับตั้งแต่ ๑ เมษายน ๕๔ | อัตราเงินเดือนพนักงาน ประเภทวิชาการ คูณ๑.๕ (ปรับเลขกลม) | อัตราเงินเดือนพนักงาน ประเภทสนับสนุน คูณ๑.๓ (ปรับเลขกลม) |
|---|---|---|---|---|---|---|
| ๑ | วุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมของแพทยสภา ที่มีกำหนดเวลาศึกษาอบรมไม่น้อยกว่า ๔-๕ ปี ต่อจากวุฒิปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิตและได้รับใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมแล้ว หรือหนังสืออนุมัติบัตรในสาขาวิชาเดียวกันกับวุฒิบัตร | วิชาการ หรือวิชาชีพเฉพาะ/เชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับปฏิบัติการ | ๑๓,๖๙๐ | ๑๖,๗๘๐ - ๑๗,๒๙๐ | ๒๕,๒๐๐ | ๒๑,๘๐๐ |
| ๒ | วุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพทันตกรรมของทันตแพทยสภา ที่มีกำหนดเวลาศึกษาอบรมไม่น้อยกว่า ๔ - ๕ ปี ต่อจากวุฒิปริญญาทันตแพทยศาสตรบัณฑิต และได้รับใบประกอบวิชาชีพทันตกรรมแล้ว หรือหนังสืออนุมัติบัตรในสาขาวิชาเดียวกันกับวุฒิบัตร | วิชาการ หรือวิชาชีพเฉพาะ/เชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับปฏิบัติการ | ๑๓,๖๙๐ | ๑๖,๗๘๐ - ๑๗,๒๙๐ | ๒๕,๒๐๐ | ๒๑,๘๐๐ |
| ๓ | วุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมของแพทยสภา ที่มีกำหนดเวลาศึกษาอบรมไม่น้อยกว่า ๓ ปี ต่อจากวุฒิปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต และได้รับใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมแล้ว หรือหนังสืออนุมัติบัตรในสาขาวิชาเดียวกันกับวุฒิบัตร | วิชาการ หรือวิชาชีพเฉพาะ/เชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับปฏิบัติการ | ๑๓,๑๑๐ | ๑๖,๒๐๐ - ๑๖,๖๙๐ | ๒๔,๓๐๐ | ๒๑,๑๐๐ |
| ๔ | วุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพทันตกรรมของทันตแพทยสภา ที่มีกำหนดเวลาศึกษาอบรมไม่น้อยกว่า ๓ ปี ต่อจากวุฒิปริญญาทันตพทยศาสตรบัณฑิต และได้รับใบประกอบวิชาชีพทันตกรรมแล้ว หรือหนังสืออนุมัติบัตรในสาขาวิชาเดียวกันกับวุฒิบัตร | วิชาการ หรือวิชาชีพเฉพาะ/เชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับปฏิบัติการ | ๑๓,๑๑๐ | ๑๖,๒๐๐ - ๑๖,๖๙๐ | ๒๔,๓๐๐ | ๒๑,๑๐๐ |
| ๕ | ปริญญาเอก หรือเทียบเท่า | วิชาการ หรือวิชาชีพเฉพาะ/เชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับปฏิบัติการ | ๑๓,๑๑๐ | ๑๖,๒๐๐ - ๑๖,๖๙๐ | ๒๔,๓๐๐ | ๒๑,๑๐๐ |
| ๖ | ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิตทางการแพทย์คลินิกที่มีหลักสูตรกำหนดเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๒ ปี ต่อจากวุฒิประกาศนียบัตรชั้นสูงทางวิทยาศาสตร์การแพทย์คลินิก | วิชาการ หรือวิชาชีพเฉพาะ/เชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับปฏิบัติการ | ๑๑,๖๓๐ | ๑๓,๙๓๐ - ๑๔,๓๕๐ | ๒๐,๙๐๐ | ๑๘,๑๐๐ |
| ๗ | ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูงทีมีหลักสูตรการศึกษาไม่น้อยกว่า ๑ ปี ต่อจากปริญญาทันตแพทยศาสตรมหาบัณฑิต | วิชาการ หรือวิชาชีพเฉพาะ/เชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับปฏิบัติการ | ๑๑,๖๓๐ | ๑๓,๙๓๐ - ๑๔,๓๕๐ | ๒๐,๙๐๐ | ๑๘,๑๐๐ |
| ๘ | ปริญญาทันตแพทยศาสตรมหาบัณฑิต | วิชาการ หรือวิชาชีพเฉพาะ/เชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับปฏิบัติการ | ๑๑,๑๔๐ | ๑๓,๔๔๐ - ๑๓,๘๕๐ | ๒๐,๒๐๐ | ๑๗,๕๐๐ |
| ๙ | ปริญญาวิทยาศาสตรการแพทย์พื้นฐาน หรือปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิตเฉพาะสาขาวิชาที่กำหนดที่มีหลักสูตรการศึกษาไม่น้อยกว่า ๒ ปี ต่อจากวุฒิปริญญาพื้นฐานหลายระดับ ดังนี้คือ ๙.๑ ได้รับปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต ปริญญาทันตแพทยศาสตรบัณฑิต และได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ หรือปริญญาสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต | วิชาการ หรือวิชาชีพเฉพาะ/เชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับปฏิบัติการ | ๑๑,๑๔๐ | ๑๓,๔๔๐ - ๑๓,๘๕๐ | ๒๐,๒๐๐ | ๑๗,๕๐๐ |
| ๙.๒ ได้รับปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต ปริญญาทันตแพทยศาสตรบัณฑิต หรือ ปริญญาสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรเดิม) | วิชาการ หรือวิชาชีพเฉพาะ/เชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับปฏิบัติการ | ๑๐,๖๖๐ | ๑๒,๙๖๐ ๑๓,๓๕๐ | ๑๙,๔๐๐ | ๑๖,๘๐๐ | |
| ๙.๓ ได้รับปริญญาเภสัชศาสตรบัณฑิต | วิชาการ หรือวิชาชีพเฉพาะ/เชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับปฏิบัติการ | ๑๐,๑๙๐ | ๑๒,๔๙๐ - ๑๒,๘๗๐ | ๑๘,๗๐๐ | ๑๖,๒๐๐ | |
| ๙.๔ ได้รับปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิต | วิชาการ หรือวิชาชีพเฉพาะ/เชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับปฏิบัติการ | ๙,๗๐๐ | ๑๒,๐๐๐ - ๑๒,๓๖๐ | ๑๘,๐๐๐ | ๑๕,๖๐๐ | |
| ๑๐ | ประกาศนียบัตรบัณฑิตทางวิทยาศาสตรการแพทย์คลินิก | วิชาการ หรือวิชาชีพเฉพาะ/เชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับปฏิบัติการ | ๑๐,๖๖๐ | ๑๒,๙๖๐ - ๑๓,๓๕๐ | ๑๙,๔๐๐ | ๑๖,๘๐๐ |
| ๑๑ | ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูงที่มีหลักสูตรการศึกษาไม่น้อยกว่า ๑ ปี ต่อจากปริญญาโทในข้อ ๑๓ | วิชาการ หรือวิชาชีพเฉพาะ/เชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับปฏิบัติการ | ๑๐,๖๖๐ | ๑๒,๙๖๐ - ๑๓,๓๕๐ | ๑๙,๔๐๐ | ๑๖,๘๐๐ |
| ๑๒ | ปริญญาโทที่มีหลักสูตรกำหนดเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๒ ปีต่อจากวุฒิปริญญาตรีเฉพาะที่กำหนดในข้อ ๑๙ | วิชาการ หรือวิชาชีพเฉพาะ/เชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับปฏิบัติการ | ๑๐,๖๖๐ | ๑๒,๙๖๐ - ๑๓,๓๕๐ | ๑๙,๔๐๐ | ๑๖,๘๐๐ |
| ๑๓ | ปริญญาโททั่วไป หรือเทียบเท่า | วิชาการ หรือวิชาชีพเฉพาะ/เชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับปฏิบัติการ | ๙,๗๐๐ | ๑๒,๐๐๐ - ๑๒,๓๖๐ | ๑๘,๐๐๐ | ๑๕,๖๐๐ |
| ๑๔ | ปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต ปริญญาทันตแพทยศาสตรบัณฑิต ปริญญาเภสัชศาสตรบัณฑิต(หลักสูตร ๖ ปี) และได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพหรือปริญญาสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต | วิชาการ หรือวิชาชีพเฉพาะ/เชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับปฏิบัติการ | ๑๐,๑๙๐ | ๑๒,๔๙๐ - ๑๒,๘๗๐ | ๑๘,๗๐๐ | ๑๖,๒๐๐ |
| ๑๕ | ปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต ปริญญาทันตแพทยศาสตรบัณฑิต หรือปริญญาสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรเดิม) | วิชาการ หรือวิชาชีพเฉพาะ/เชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับปฏิบัติการ | ๙,๗๐๐ | ๑๒,๐๐๐ - ๑๒,๓๖๐ | ๑๘,๐๐๐ | ๑๕,๖๐๐ |
| ๑๖ | ประกาศนียบัตรชั้นสูงที่มีหลักสูตรกำหนดเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๑ ปี ต่อจากวุฒิปริญญาตรีเฉพาะที่กำหนดในข้อ ๑๙ | วิชาการ หรือวิชาชีพเฉพาะ/เชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับปฏิบัติการ | ๙,๔๗๐ | ๑๐,๒๓๐ - ๑๐,๕๔๐ | ๑๕,๓๐๐ | ๑๓,๓๐๐ |
| ๑๗ | ประกาศนียบัตรชั้นสูง หรือประกาศนียบัตรบัณฑิตที่มีหลักสูตรการศึกษาไม่น้อยกว่า ๑ ปี ต่อจากวุฒิปริญญาตรีทั่วไป ในข้อ ๒๒ | วิชาการ หรือวิชาชีพเฉพาะ/เชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับปฏิบัติการ | ๘,๗๐๐ | ๙,๔๖๐ - ๙,๗๕๐ | ๑๔,๒๐๐ | ๑๒,๓๐๐ |
| ๑๘ | ปริญญาเภสัชศาสตร์บัณฑิต ที่มีหลักสูตรกำหนดเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๕ ปีต่อจากวุฒิประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลาย และได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม | วิชาการ หรือวิชาชีพเฉพาะ/เชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับปฏิบัติการ | ๘,๗๐๐ | ๙,๔๖๐ - ๙,๗๕๐ | ๑๖,๒๐๐ | ๑๔,๓๐๐ |
| ๑๙ | ปริญญาตรีที่มีหลักสูตรกำหนดเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๕ ปีต่อจากวุฒิประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลายเฉพาะปริญญาที่ ก.พ. กำหนดให้ได้รับเงินเดือนตามหลักสูตร ๕ ปี | วิชาการ หรือวิชาชีพเฉพาะ/เชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับปฏิบัติการ | ๘,๗๐๐ | ๙,๔๖๐ - ๙,๗๕๐ | ๑๔,๒๐๐ | ๑๒,๓๐๐ |
| ๒๐ | ปริญญาตรีพยาบาลศาสตร์บัณฑิตหรือเทียบเท่า และได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาล และการพยาบาลผดุงครรภ์ | วิชาชีพเฉพาะ/เชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับปฏิบัติการ | ๗,๙๔๐ | ๘,๗๐๐ - ๘,๙๗๐ | ๑๕,๕๐๐ | ๑๓,๘๐๐ |
| ๒๑ | ปริญญาตรีที่มีหลักสูตรกำหนดเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๔ ปี ต่อจากวุฒิประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่า และได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาล เทคนิคการแพทย์ กายภาพบำบัด หรือใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะของกองการประกอบโรคศิลปะ กระทรวงสาธารณสุข | วิชาชีพเฉพาะ/เชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับปฏิบัติการ | ๗,๙๔๐ | ๘,๗๐๐ - ๘,๙๗๐ | ๑๕,000 | ๑๓,๓๐๐ |
| ๒๒ | ปริญญาตรีที่มีหลักสูตรกำหนดเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๔ ปี ต่อจากวุฒิประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่า | วิชาการ หรือวิชาชีพเฉพาะ/เชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับปฏิบัติการ | ๗,๙๔๐ | ๘,๗๐๐ - ๘,๙๗๐ | ๑๓,000 | ๑๑,๓๐๐ |
| ๒๓ | อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรของส่วนราชการต่าง ๆ ที่มีหลักสูตรกำหนดระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๓ ปี ๖ เดือน ต่อจากวุฒิประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่า | ทั่วไประดับปฏิบัติงาน | ๗,๔๒๐ | ๗,๖๒๐ - ๗,๘๕๐ | - | ๙,๙๐๐ |
| ๒๔ | ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรืออนุปริญญาหรือประกาศนียบัตรของส่วนราชการต่าง ๆ ที่มีหลักสูตรกำหนดระยะเวลาศึกษาไว้ไม่น้อยกว่า ๓ ปี ต่อจากวุฒิประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่า | ทั่วไประดับปฏิบัติงาน | ๗,๑๐๐ | ๗,๓๐๐ - ๗,๕๒๐ | - | ๙,๕๐๐ |
| ๒๕ | ประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค (ปวท.) ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง (ป.กศ.สูง) และอนุปริญญาหรือประกาศนียบัตรของส่วนราชการต่าง ๆ ที่มีหลักสูตรกำหนดระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๒ ปี ต่อจากวุฒิประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือไม่น้อยกว่า ๔ ปี ต่อจากวุฒิประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนต้น หรือเทียบเท่า | ทั่วไประดับปฏิบัติงาน | ๖,๔๗๐ | ๖,๖๗๐ - ๖,๘๘๐ | - | ๘,๗๐๐ |
| ๒๖ | ประกาศนียบัตรของส่วนราชการต่าง ๆ ที่มีหลักสูตรกำหนดระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๑ ปี ๖ เดือน ต่อจากวุฒิประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า | ทั่วไประดับปฏิบัติงาน | ๕,๙๗๐ | ๖,๓๑๐ - ๖,๕๐๐ | - | ๘,๒๐๐ |
| ๒๗ | ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือประกาศนียบัตรที่มีหลักสูตรกำหนดระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๑ ปี ต่อจากวุฒิประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือไม่น้อยกว่า ๓ ปี ต่อจากวุฒิประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนต้น หรือ เทียบเท่า | ทั่วไประดับปฏิบัติงาน | ๕,๗๖๐ | ๖,๑๐๐ - ๖,๒๙๐ | - | ๗,๙๐๐ |
| ๒๘ | ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา (ป.กศ.) หรือประกาศนียบัตรของส่วนราชการต่าง ๆ ที่มีหลักสูตรกำหนดระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๒ ปี ต่อจากวุฒิประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนต้น หรือเทียบเท่า | ทั่วไประดับปฏิบัติงาน | ๕,๓๑๐ | ๕,๖๕๐ - ๕,๘๒๐ | - | ๗,๓๐๐ |
| ๒๙ | ประกาศนียบัตรวิชาผดุงครรภ์อนามัย หรือประกาศนียบัตรของส่วนราชการต่าง ๆ ที่มีหลักสูตรกำหนดระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๑ ปี ๖ เดือน ต่อจากคุณวุฒิประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนต้นหรือเทียบเท่า | ทั่วไประดับปฏิบัติงาน | ๕,๑๘๐ | ๕,๕๒๐ - ๕,๖๙๐ | - | ๗,๒๐๐ |
| ๓๐ | ประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนต้น และประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่า | ทั่วไประดับปฏิบัติงาน | ๕,๐๘๐ | ๕,๔๒๐ - ๕,๕๙๐ | - | ๗,000 |
Sign in to highlight and take private notes