Official published document
สถานภาพข้าราชการกรุงเทพมหานครและลูกจ้างกรุงเทพมหานครซึ่งปฏิบัติหน้าที่มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช
Krisdika Focus
มุ่งมั่น สร้างสรรค์กฎหมายไทยให้มีคุณภาพ
ปีที่ ๗ ฉบับที่ ๗๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔
(๑๐/๒๕๕๔)
| สารบัญ | หน้า |
|---|---|
| ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา | |
| การโอนเงินของลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปยังกองทุนอื่น | ๑ |
| สถานภาพของข้าราชการกรุงเทพมหานครและลูกจ้างที่ไปปฏิบัติหน้าที่ในมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร | ๒ |
| การคืนทรัพย์สินของกลางตามระเบียบกรมป่าไม้ ว่าด้วยมาตรการควบคุม ตรวจสอบ และเร่งรัดการดำเนินคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๕๒ | ๓ |
| การดำเนินกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียง ๑ ปณ. ของสำนักงาน กสทช. | ๓ |
| สมาชิกภาพของสมาชิกสภาพัฒนาการเมือง | ๓ |
| การดำเนินการเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินรายได้ของหน่วยงานของรัฐที่ไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน | ๔ |
| การได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทบริหารระดับกลางของผู้ดำรงตำแหน่งรองปลัดเทศบาล | ๔ |
| การปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์และการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ | ๕ |
| ฐานะของข้าราชการอัตรากำลังประจำของ กอ.รมน. | ๖ |
| การพ้นจากตำแหน่งของประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก | ๖ |
| อำนาจในการออกระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจฯ | ๖ |
| ร่างกฎหมายที่ตรวจพิจารณา | |
| พระราชกฤษฎีกา | ๗ |
| กฎกระทรวง | ๘ |
ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา
การโอนเงินของลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปยังกองทุนอื่น
มาตรา ๒๓ แห่งพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. ๒๕๓๐ บัญญัติให้ผู้จัดการกองทุนต้องจ่ายเงินจากกองทุนแก่ลูกจ้างที่สิ้นสมาชิกภาพเพราะเหตุอื่นซึ่งมิใช่กองทุนเลิกตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับกองทุนฯ โดยไม่มีบทบัญญัติในมาตราใดกำหนดให้โอนเงินของลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปยังกองทุนอื่นได้ ดังนี้ หากสมาชิกที่สิ้นสมาชิกภาพประสงค์ให้บริษัทผู้จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์จัดการโอนเงินที่อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปยังกองทุนอื่น โดยไม่จ่ายให้แก่ลูกจ้างโดยตรง จะกระทำได้หรือไม่
การโอนเงินของลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปยังกองทุนอื่นนั้น ถือเป็นหลักการในสาระสำคัญของพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ หากประสงค์จะให้มีการโอนเงินของลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปยังกองทุนอื่นได้ ก็ต้องมีบทบัญญัติโดยชัดเจนทำนองเดียวกับมาตรา ๖๗/๑ แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ ที่บัญญัติให้ผู้เป็นสมาชิกขอโอนเงินไปยังกองทุนอื่นได้ และแม้ว่าคณะกรรมการกำกับตลาดทุนจะมีอำนาจตามมาตรา ๑๓๓ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๕ ในการประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการเพื่อให้บริษัทจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดำเนินการได้ก็ตาม แต่ไม่อาจกำหนดให้ขัดกับพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ ได้
(เรื่องเสร็จที่ ๕๒๔/๒๕๕๔ บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การโอนเงินของลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปยังกองทุนอื่น, คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๙))
สถานภาพของข้าราชการกรุงเทพมหานคร และลูกจ้างที่ไปปฏิบัติหน้าที่ในมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร
ประเด็นที่หนึ่ง วิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล และวิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ เดิมอยู่ในสังกัดกรุงเทพมหานคร แต่ต่อมาถูกโอนมาเป็นของมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานครซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐอยู่ในกำกับของกรุงเทพมหานคร และเป็นนิติบุคคลที่ไม่เป็นส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ดังนี้ การบริหารงานบุคคลในส่วนของข้าราชการและลูกจ้างของวิทยาลัยแพทย์และพยาบาลดังกล่าวซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร (ซึ่งต่อไปจะเรียกว่า “บุคลากรกลุ่มดังกล่าว”) จะเป็นอำนาจของหน่วยงานใด ระหว่างกรุงเทพมหานครหรือมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร
มาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๕๓ บัญญัติให้มหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานครเป็นหน่วยงานของรัฐอยู่ในกำกับของกรุงเทพมหานคร มีฐานะเป็นนิติบุคคล และไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการ ดังนั้น ข้าราชการและลูกจ้างผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยดังกล่าว จึงปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นหน่วยงานของรัฐอยู่ในกำกับของกรุงเทพมหานคร มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่ไม่เป็นส่วนราชการ แม้มาตรา ๗๐ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จะบัญญัติให้บุคลากรกลุ่มดังกล่าวยังคงเป็นข้าราชการกรุงเทพมหานครตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ หรือลูกจ้างของส่วนราชการตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ลูกจ้าง พ.ศ. ๒๕๓๕ ต่อไป โดยให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการ และเพื่อประโยชน์ในการบริหารงานบุคคลของบุคลากรกลุ่มดังกล่าวให้ถือว่ามหาวิทยาลัยเป็นส่วนราชการก็ตาม บทบัญญัติดังกล่าวก็เป็นเพียงบทเฉพาะกาลที่บัญญัติขึ้นเพื่อรับรองสถานะและสิทธิของข้าราชการและลูกจ้างซึ่งมิได้แสดงเจตนาเปลี่ยนสถานภาพเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยให้ยังคงมีสถานภาพและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ต่อเนื่องจากเดิมเท่านั้น แต่บุคคลกลุ่มดังกล่าวมิได้เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ในกรุงเทพมหานครอีกต่อไป บทบัญญัติในมาตรา ๗๐ จึงไม่มีผลทำให้มหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานครกลายเป็นหน่วยงานที่มีฐานะเป็นส่วนราชการ อีกทั้งไม่มีผลทำให้ระบบบริหารงานบุคคลของมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานครกลับไปอยู่ในระบบราชการสังกัดกรุงเทพมหานคร
ประเด็นที่สอง ผู้ใดมีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งบุคลากรกลุ่มดังกล่าว
การบริหารงานบุคคลของมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานครมิได้อยู่ในระบบราชการสังกัดกรุงเทพมหานคร ประกอบกับมาตรา ๗๐ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานครฯ ก็บัญญัติให้ข้าราชการกรุงเทพมหานครและลูกจ้างอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของอธิการบดีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด อำนาจดังกล่าวจึงเป็นของอธิการบดี
ประเด็นที่สาม มหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานครมีอำนาจออกข้อบังคับในเรื่องการบริหารงานบุคคลในส่วนของบุคลากรกลุ่มดังกล่าวหรือไม่
สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจในการออกข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคลข้าราชการและลูกจ้าง โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๒๐ (๑๐) ประกอบมาตรา ๗๐ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานครฯ
ประเด็นที่สี่ การออกบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้แก่บุคลากรกลุ่มดังกล่าว เป็นอำนาจของผู้ใด
ตามกฎหมายว่าด้วยบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น อธิการบดีเป็นผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐให้แก่พนักงานมหาวิทยาลัย อธิการบดีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของมหาวิทยาลัยตามมาตรา ๒๖ ประกอบกับมาตรา ๗๐ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานครฯ จึงเป็นผู้มีอำนาจดังกล่าว
ประเด็นที่ห้า การเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย พ.ศ. ๒๕๓๖ เป็นอำนาจของผู้ใด
ข้อ ๑๖ (๘) ของระเบียบดังกล่าว กำหนดให้ในกรณีของหน่วยงานอื่น ให้หัวหน้าหน่วยงานเป็นผู้เสนอรายชื่อผู้ที่สมควรขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ดังนั้น อธิการบดีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของมหาวิทยาลัยตามมาตรา ๒๖ ประกอบกับมาตรา ๗๐ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานครฯ จึงเป็นผู้มีอำนาจเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์แก่ข้าราชการกรุงเทพมหานครที่ปฏิบัติหน้าที่ในมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร
(เรื่องเสร็จที่ ๕๒๒/๒๕๕๔ บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง ขอหารือปัญหาเกี่ยวกับสถานภาพของข้าราชการกรุงเทพมหานคร และลูกจ้างที่ไปปฏิบัติหน้าที่ในมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร, คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๘))
การคืนทรัพย์สินของกลางตามระเบียบกรมป่าไม้ ว่าด้วยมาตรการควบคุม ตรวจสอบ และเร่งรัดการดำเนินคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๕๒
ข้อ ๑๙ ของระเบียบกรมป่าไม้ ว่าด้วยมาตรการควบคุม ตรวจสอบ และเร่งรัดการดำเนินคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๕๒ ได้กำหนดหลักเกณฑ์การคืนของกลางในคดีความผิดตามตามกฎหมายเกี่ยวกับการป่าไม้ ซึ่งรวมถึงพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ ด้วย โดยกำหนดให้สอดคล้องกับการคืนของกลางตามมาตรา ๘๕/๑ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง นั้น กรณีจะเป็นการขัดกับมาตรา ๖๔ ตรี แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ซึ่งบัญญัติถึงการคืนของกลางที่ยึดได้มาจากการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ เอาไว้โดยเฉพาะแล้ว หรือไม่
การคืนของกลางตามมาตรา ๘๕/๑ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เป็นกระบวนการที่ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการมีอำนาจใช้ดุลพินิจผ่อนผันให้เจ้าของหรือผู้ซึ่งมีสิทธิเรียกร้องขอรับสิ่งของที่เจ้าพนักงานยึดไว้ไปดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์เป็นการชั่วคราว กรณีต่างจากมาตรา ๖๔ ตรี แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ซึ่งเป็นการคืนทรัพย์สินของกลางให้แก่เจ้าของโดยเด็ดขาด ด้วยเหตุนี้ ข้อ ๑๙ แห่งระเบียบกรมป่าไม้ว่าด้วยมาตรการควบคุม ตรวจสอบ และเร่งรัดการดำเนินคดีอาญาฯ จึงไม่ขัดกับมาตรา ๖๔ ตรี แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ
(เรื่องเสร็จที่ ๕๒๙/๒๕๕๔ บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การคืนทรัพย์สินของกลางตามข้อ ๑๙ แห่งระเบียบกรมป่าไม้ ว่าด้วยมาตรการควบคุม ตรวจสอบ และเร่งรัดการดำเนินคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๕๒, คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๗))
การดำเนินกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียง ๑ ปณ. ของสำนักงาน กสทช.
การที่สำนักงาน กสทช. รับโอนกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียง ๑ ปณ. มาจาก สำนักงาน กทช. โดยผลของมาตรา ๘๙ แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ นั้น จะเป็นการขัดกับอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน กสทช. ในการกำกับดูแลการใช้งานคลื่นความถี่และการประกอบกิจการกระจายเสียงตามมาตรา ๕๗ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว หรือไม่
สำนักงาน กสทช. รับโอนกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียง ๑ ปณ. มาโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย การดำเนินกิจการดังกล่าวจึงไม่ขัดกับอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน กสทช. แต่อย่างใด เพราะเป็นกรณีที่ต้องดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ สำนักงาน กสทช. สามารถดำเนินกิจการดังกล่าวได้จนถึงวันที่กำหนดในแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ใช้บังคับ โดยภายหลังจากที่ กสทช. จัดทำแผนดังกล่าวเสร็จแล้วก็จะต้องพิจารณาเรื่องการจัดสรรต่อไป
(เรื่องเสร็จที่ ๕๕๓/๒๕๕๔ บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การดำเนินกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียง ๑ ปณ. ของสำนักงาน กสทช. ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓, คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๑๒))
สมาชิกภาพของสมาชิกสภาพัฒนาการเมือง
สมาชิกภาพของสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองตามมาตรา ๗ (๓) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๑ สิ้นสุดลงตามที่มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๕๔ หรือไม่ และมีผลทำให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลงเมื่อใด
แม้พระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมืองฯ จะมิได้กำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของสมาชิกตามมาตรา ๗ (๓) และ (๔) ไว้ แต่โดยเจตนารมณ์แล้วสมาชิกดังกล่าวต้องยึดโยงกับความมีหรือไม่มีสมาชิกของพรรคการเมืองในการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้น ในกรณีของสมาชิกตามมาตรา ๗ (๓) และ (๔) เมื่ออายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกภาพของสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองที่ยึดโยงกับความเป็นหรือไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจึงต้องสิ้นสุดลงด้วย เพราะไม่อาจพิจารณาได้ว่าพรรคการเมืองใดมีสมาชิกของตนเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่จนกว่าจะทราบผลการเลือกตั้งทั่วไป สำหรับปัญหาที่ว่าสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองตามมาตรา ๗ (๓) และ (๔) จะพ้นจากตำแหน่งตั้งแต่เมื่อใดนั้น เห็นว่า เมื่อความเป็นสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองดังกล่าวยึดโยงอยู่กับสถานะของสภาผู้แทนราษฎร การสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองดังกล่าวจึงต้องสิ้นสุดลงเมื่ออายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือเมื่อมีการยุบสภา
(เรื่องเสร็จที่ ๕๕๗/๒๕๕๔ บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง สมาชิกภาพของสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองตามมาตรา ๗ (๓) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๑, คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๑))
การดำเนินการเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินรายได้ของหน่วยงานของรัฐที่ไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน
กรณีที่หน่วยงานของรัฐดำเนินงานเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินรายได้ที่ไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน (เงินนอกงบประมาณ) เช่น การบริหารงานเงินทุนหมุนเวียนค่าเครื่องจักรกลของกรมทางหลวงและเงินทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จะถือว่าเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๖๗ วรรคสาม ประกอบกับมาตรา ๑๗๐ มาตรา ๑๗๖ และมาตรา ๓๐๓ (๔) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่ อย่างไร หน่วยงานของรัฐที่ใช้จ่ายเงินรายได้ที่ไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดินตั้งแต่วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ จะขัดต่อบทบัญญัติมาตรา ๑๗๐ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่
มาตรา ๑๖๗ วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้มีกฎหมายการเงินการคลังของรัฐเพื่อกำหนดกรอบวินัยการเงินการคลัง แต่มิใช่บทบัญญัติที่ห้ามมีเงินรายได้ที่ไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน (เงินนอกงบประมาณ) ดังนั้น แม้จะมีกฎหมายการเงินการคลังของรัฐหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่เป็นการกระทบกระเทือนถึงเงินรายได้ที่ไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน เพราะการที่หน่วยงานของรัฐใดจะมีหรือสามารถใช้จ่ายเงินรายได้ดังกล่าวได้ ก็จะต้องเป็นไปตามที่กฎหมายเฉพาะได้ให้อำนาจไว้ เช่น พระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ. ๒๕๕๔ พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ หรือกฎหมายทั่วไปที่พระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. ๒๔๙๑ ยอมให้จัดตั้งกองทุนหมุนเวียนตามที่กฎหมายนั้นกำหนดไว้ ส่วนบทบัญญัติมาตรา ๑๗๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก็มิใช่บทบัญญัติห้ามการมีเงินรายได้ที่ไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน หากแต่เป็นบทบัญญัติที่รับรองว่าในระบบการเงินการคลังของรัฐนั้นสามารถมีเงินรายได้ที่ไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินได้ และวางหลักว่าการใช้จ่ายเงินรายได้ดังกล่าวจะต้องอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ดังนั้น เมื่อยังไม่มีกฎหมายการเงินการคลังของรัฐเพื่อกำหนดกรอบวินัยการเงินการคลังใช้บังคับขึ้นใหม่เป็นการเฉพาะ การใช้จ่ายเงินรายได้ของหน่วยงานของรัฐที่ไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินจึงต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือระเบียบที่กรมบัญชีกลางกำหนดโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่ใช้บังคับในปัจจุบันซึ่งเป็นกรอบวินัยการเงินการคลังอย่างหนึ่ง
(เรื่องเสร็จที่ ๕๖๑/๒๕๕๔ บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การดำเนินการเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินราชได้ของหน่วยงานของรัฐที่ไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน, คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๑))
การได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทบริหารระดับกลางของผู้ดำรงตำแหน่งรองปลัดเทศบาล
ประเด็นที่หนึ่ง การที่ ก.ท. มีมติเห็นชอบตามประกาศ ก.ท.จ. เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของเทศบาล ที่กำหนดให้ตำแหน่งรองปลัดเทศบาล ระดับ ๘ เป็นตำแหน่งประเภทบริหารระดับกลางเทียบได้กับข้าราชการพลเรือนระดับ ๘ ที่มีฐานะและหน้าที่ในการบริหารงานเป็นหัวหน้าส่วนราชการที่เป็นกองหรือมีฐานะเทียบเท่ากอง ซึ่งเป็นตำแหน่งประเภทบริหารระดับกลาง ตามนัยมาตรา ๔ แห่งพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๘ ทำให้ตำแหน่งรองปลัดเทศบาล ระดับ ๘ มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งและค่าตอบแทนรายเดือนเท่ากับเงินประจำตำแหน่ง ตามนัยมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ. ๒๕๓๘ นั้น ขัดต่อพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๘ หรือไม่ อย่างไร
เมื่อคณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาลเห็นว่าตำแหน่งรองปลัดเทศบาลนั้นมีลักษณะหน้าที่ ความรับผิดชอบ ปริมาณงาน คุณภาพและความยากของงาน เทียบได้ไม่ต่ำกว่าหัวหน้าส่วนราชการระดับกองของข้าราชการพลเรือน ทั้งโดยปกติผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวจะต้องผ่านการดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกองมาแล้ว และได้ออกประกาศกำหนดตำแหน่งพนักงานเทศบาล ประเภทบริหารระดับสูงและประเภทบริหารระดับกลาง ลงวันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕ กำหนดให้ตำแหน่งระดับ ๘ ที่มีฐานะและหน้าที่เป็นรองปลัดเทศบาล เป็นตำแหน่งประเภทบริหารระดับกลาง จึงเป็นการกำหนดโครงสร้างตำแหน่งของพนักงานเทศบาล เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะงานและหน้าที่และเป็นไปตามสภาพของการบริหารงานบุคคลในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเภทเทศบาล รวมทั้งให้ใช้บังคับกับการบริหารงานบุคคลในเทศบาลทุกแห่งเป็นการเฉพาะ เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะงานและหน้าที่ของเทศบาลตามความเหมาะสมและความจำเป็นของแต่ละท้องถิ่นตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติรับรองความเป็นอิสระไว้ ดังนั้น การที่คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาลได้ออกประกาศดังกล่าวโดยกำหนดให้ตำแหน่งรองปลัดเทศบาลเป็นตำแหน่งประเภทบริหารระดับกลาง จึงไม่เป็นการขัดกับมาตรา ๔ แห่งพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๘
ประเด็นที่สอง เมื่อประกาศของ ก.ท.จ. ที่ ก.ท. เห็นชอบในการกำหนดให้ตำแหน่งรองปลัดเทศบาลเป็นตำแหน่งประเภทบริหารระดับกลางแล้ว การจะได้รับเงินประจำตำแหน่งยังต้องนำหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๘ มาพิจารณาด้วยหรือไม่ อย่างไร
เมื่อคณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาลได้มีประกาศกำหนดตำแหน่งพนักงานเทศบาล ประเภทบริหารระดับสูงและประเภทบริหารระดับกลาง ลงวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ โดยกำหนดให้ตำแหน่งรองปลัดเทศบาลเป็นตำแหน่งบริหารระดับกลาง และเป็นตำแหน่งประเภทที่มีสิทธิที่จะได้รับเงินประจำตำแหน่งตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ. ๒๕๓๘ การได้รับเงินประจำตำแหน่งของรองปลัดเทศบาลดังกล่าวจึงไม่จำต้องนำหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๘ ซึ่งเป็นกรณีเฉพาะสำหรับตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนมาพิจารณาด้วยแต่อย่างใด
(เรื่องเสร็จที่ ๕๕๙-๕๖๐/๒๕๕๔ บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทบริหารระดับกลางของผู้ดำรงตำแหน่งรองปลัดเทศบาล, คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๒))
การปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์และการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์
ประเด็นที่หนึ่ง กรณีเคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลต่างประเทศหรือถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดทางอาญาและอยู่ระหว่างสอบสวนของพนักงานสอบสวนของต่างประเทศหรืออยู่ระหว่างการดำเนินคดีอาญาในศาลต่างประเทศ จะต้องพิจารณาดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย พ.ศ. ๒๕๓๖ ข้อ ๑๐ (๓) และข้อ ๒๐ (๒) หรือไม่ ประการใด
โดยปกติการตรากฎหมายหรือกฎเพื่อใช้บังคับภายในประเทศใด ย่อมต้องอยู่ในขอบเขตการใช้อำนาจอธิปไตยของรัฐและองค์กรของรัฐไม่ว่าจะเป็นองค์กรนิติบัญญัติ องค์กรบริหารหรือองค์กรตุลาการย่อมใช้อำนาจได้จำกัดภายในเขตอธิปไตยของแต่ละรัฐนั้นเท่านั้น กรณีที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกล่าวถึงคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลย่อมหมายถึงคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลไทยเท่านั้น ไม่อาจตีความให้รวมถึงคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลต่างประเทศได้ เพราะจะขัดกับหลักการใช้อำนาจอธิปไตยของรัฐ เว้นแต่หากผู้ตรากฎหมายประสงค์จะยอมรับคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลต่างประเทศให้มีผลต้องอยู่ในบังคับของกฎหมายไทยด้วย ย่อมต้องบัญญัติไว้อย่างชัดเจน ดังเช่นพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๒ (๖) เป็นต้น ดังนั้น กรณีที่บุคคลใดเคยรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลต่างประเทศจึงไม่ต้องด้วยลักษณะต้องห้ามในการขอรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามข้อ ๑๐ (๓) แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทยฯ และกรณีที่บุคคลใดถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดทางอาญาและอยู่ระหว่างสอบสวนของพนักงานสอบสวนของต่างประเทศ หรืออยู่ระหว่างการดำเนินคดีอาญาในศาลต่างประเทศจึงไม่ต้องด้วยเงื่อนไขที่คณะกรรมการพิจารณาการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จะมีมติให้รอการพิจารณาขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์สำหรับผู้นั้นไว้ก่อนตามข้อ ๒๐ (๒) แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทยฯ
ประเด็นที่สอง กรณีต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกโดยคำพิพากษาของศาลต่างประเทศจะต้องพิจารณาดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๘ ข้อ ๗ (๒) หรือไม่ ประการใด
การที่ข้อ ๗ (๒) แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๘ กำหนดเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ว่าต้องเป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ โดยมิได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าให้รวมถึงคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกโดยศาลต่างประเทศด้วย กรณีจึงย่อมหมายความเฉพาะการเป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกโดยศาลไทยเท่านั้น ดังเหตุผลที่ได้อธิบายไว้ในประเด็นที่หนึ่ง ด้วยเหตุนี้ กรณีที่บุคคลใดเป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกโดยศาลต่างประเทศ จึงไม่ต้องด้วยเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามข้อ ๗ (๒) แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ฯ
(เรื่องเสร็จที่ ๕๖๒/๒๕๕๔ บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์และการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์, คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๒))
ฐานะของข้าราชการอัตรากำลังประจำของ กอ.รมน.
ข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ทหาร จากส่วนราชการต่าง ๆ ที่ กอ.รมน. รับโอนมาเพื่อบรรจุในอัตรากำลังประจำ จำนวน ๒๐๐ อัตรา หรือผู้ที่ได้รับการบรรจุใหม่ในอัตรากำลังดังกล่าว จะมีฐานะเป็นข้าราชการประเภทใด
ผู้ซึ่งได้รับบรรจุและแต่งตั้งในอัตรากำลังประจำที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีจำนวน ๒๐๐ อัตรา จะมีฐานะเป็นข้าราชการพลเรือนหรือเป็นลูกจ้างหรือข้าราชการประเภทอื่นใด ย่อมขึ้นอยู่กับว่า กอ.รมน. ขออนุมัติอัตรากำลังประจำที่มีฐานะใด และคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติอัตรากำลังประจำที่มีฐานะใดให้ ซึ่งจากการตรวจสอบหนังสือเสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการคลัง สำนักงาน ก.พ.ร. สำนักงบประมาณ และฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ (กงช.) ปรากฏข้อเท็จจริงว่าหน่วยงานดังกล่าวต่างเสนอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติอัตรากำลังประจำซึ่งเป็นข้าราชการพลเรือนทั้งสิ้น จึงต้องเข้าใจว่าอัตรากำลังประจำที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้แก่ กอ.รมน. นั้น เป็นอัตรากำลังข้าราชการพลเรือน บุคคลที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งในอัตรากำลังประจำดังกล่าวไม่ว่าจะบรรจุใหม่หรือรับโอนมาจากส่วนราชการอื่น ก็ย่อมมีฐานะเป็นข้าราชการพลเรือน แต่เป็นข้าราชการพลเรือนที่อาจมีวิธีปฏิบัติราชการและการบริหารงานที่แตกต่างจากข้าราชการพลเรือนอื่นก็ได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๕ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑
(เรื่องเสร็จที่ ๕๖๓/๒๕๕๔ บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง ฐานะของข้าราชการอัตรากำลังประจำของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร, คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๑))
การพ้นจากตำแหน่งของประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก
ก่อนจะครบกำหนดระยะเวลาสองปี ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันคุ้มครองเงินฝากได้ดำเนินการจับสลากเพื่อออกจากตำแหน่งเป็นจำนวนกึ่งหนึ่งตามมาตรา ๒๐ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ. ๒๕๕๑ ผลการจับสลากปรากฏว่าประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนสองคนต้องออกจากตำแหน่งและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้เสนอรายชื่อประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาแต่งตั้งตามมาตรา ๑๙ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝากฯ โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๓ แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก และได้ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ลงวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ กำหนดให้การแต่งตั้งดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๓ เป็นต้นไป สถาบันคุ้มครองเงินฝากจึงขอหารือว่า การดำรงตำแหน่งของประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันคุ้มครองเงินฝากซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระจะมีอยู่จนถึงวันก่อนมติคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคนใหม่มีผลบังคับใช้ หรือมีอยู่จนถึงวันก่อนที่ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคนใหม่เข้ารับหน้าที่ เช่น วันที่เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการสถาบันคุ้มครองเงินฝากครั้งแรก และมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนจนถึงเมื่อใด
ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิย่อมมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามภารกิจตามที่ได้รับแต่งตั้งตั้งแต่วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๓ เป็นต้นไป และการดำเนินงานของประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ถูกจับสลากออกต้องสิ้นสุดลงก่อนวันดังกล่าว คือ วันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๓ ส่วนประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับแต่งตั้งใหม่จะเข้าร่วมประชุมในคณะกรรมการสถาบันคุ้มครองเงินฝากเมื่อใด ย่อมเป็นเรื่องเฉพาะตัวมิได้เป็นเงื่อนไขในการเข้ารับหน้าที่ตามความในมาตรา ๒๐ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝากฯ
(เรื่องเสร็จที่ ๕๖๙/๒๕๕๔ บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การพ้นจากตำแหน่งของประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก, คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๓))
อำนาจในการออกระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจฯ
ในกรณีที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติออกระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๑๑ (๔) มาตรา ๒๘ และมาตรา ๒๙ ซึ่งครอบคลุมไปถึงบุคคลภายนอก ได้แก่ ข้าราชการตำรวจที่พ้นจากราชการตำรวจไปแล้วและบุคคลภายนอกที่ไม่อยู่ในราชการหรือหน่วยงานของรัฐ เป็นการใช้อำนาจออกระเบียบเกินขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจหรือไม่ อย่างไร
การออกระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ เป็นการกำหนดขั้นตอน วิธีการให้ข้าราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มีหน้าที่ปฏิบัติ เช่น กองวินัยหรือกองกำลังพลปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งถือเป็นการกำหนดกระบวนการที่ใช้ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติก่อนที่จะส่งเรื่องไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ แนวทางปฏิบัติดังกล่าวก็สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติเดิมที่เคยดำเนินการตามข้อบังคับที่ ๔/๒๔๙๙ เรื่องวางระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ตามพระราชบัญญัติยศตำรวจ พุทธศักราช ๒๔๘๐ ต่อมาเมื่อได้ยกเลิกกฎหมายว่าด้วยยศตำรวจ และใช้พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ แทน จึงมีการออกระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ ขึ้นใช้แทน ดังนั้น การดำเนินการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงไม่ถือเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด
(เรื่องเสร็จที่ ๕๗๕/๒๕๕๔ บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง อำนาจในการออกระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ. ๒๕๔๗, คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๒))
ร่างกฎหมายที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา
เดือนมิถุนายน ๒๕๕๔
พระราชกฤษฎีกา
๑. ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่ตำบลผักขะ ตำบลบ้านด่าน ตำบลบ้านใหม่หนองไทร ตำบลฟากห้วย ตำบลท่าข้าม ตำบลอรัญประเทศ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว พ.ศ. .... (เรื่องเสร็จที่ ๕๘๙/๒๕๕๔)
๒. ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดิน ในท้องที่ตำบลแก้มอ้น ตำบลเบิกไพร ตำบลด่านทับตะโก ตำบลปากช่อง ตำบลจอมบึง ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง ตำบลป่าหวาย ตำบลท่าเคย ตำบลตะนาวศรี อำเภอสวนผึ้ง และตำบลหนองพันจันทร์ ตำบลบ้านคา ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. .... (เรื่องเสร็จที่ ๕๙๐/๒๕๕๔)
๓. ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่ตำบลสันทราย และตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย พ.ศ. .... (เรื่องเสร็จที่ ๕๙๑/๒๕๕๔)
๔. ร่างพระราชกฤษฎีกาโอนที่วัด วัดโพธิ์ศรีบ้านจาน ตำบลเสือเฒ่า อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม ให้แก่กรมทางหลวง พ.ศ. .... (เรื่องเสร็จที่ ๕๙๒/๒๕๕๔)
๕. ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่ตำบลบ้านดิ้ว ตำบลบ้านหวาย ตำบลปากดุก ตำบลปากช่อง ตำบลบ้านไร่ และตำบลบ้านกลาง อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ พ.ศ. .... (เรื่องเสร็จที่ ๕๙๙/๒๕๕๔)
๖. ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อขยายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔ สายกรุงเทพมหานคร-สะเดา (คลองพรวน) ตอนบ้านบางบอน - บ้านพรรั้ง พ.ศ. .... (เรื่องเสร็จที่ ๖๐๘/๒๕๕๔)
๗. ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่ตำบลเขาปู่ อำเภอศรีบรรพต จังหวัดพัทลุง ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. .... (เรื่องเสร็จที่ ๖๐๙/๒๕๕๔)
๘. ร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชา อักษรย่อสำหรับสาขาวิชาครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่งของมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... (เรื่องเสร็จที่ ๖๑๘/๒๕๕๔)
๙. ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดที่ดิน ในท้องที่ตำบลท่าเสา ตำบลวังกระแจะ ตำบลลุ่มสุ่ม ตำบลสิงห์ ตำบลศรีมงคล อำเภอไทรโยค ตำบลวังด้ง ตำบลลาดหญ้า ตำบลหนองบัว ตำบลแก่งเสี้ยน ตำบลท่ามะขาม ตำบลหนองหญ้า ตำบลบ้านเก่า ตำบลวังเย็น อำเภอเมืองกาญจนบุรี และตำบลจรเข้เผือก ตำบลด่านมะขามเตี้ย ตำบลกลอนโด ตำบลหนองไผ่ อำเภอด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. .... (เรื่องเสร็จที่ ๖๒๑/๒๕๕๔)
๑๐. ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่ตำบลเขาชัยสน และตำบลโคกม่วง อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. .... (เรื่องเสร็จที่ ๖๒๒/๒๕๕๔)
๑๑. ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่ตำบลมุกดาหาร และตำบลศรีบุญเรือง อำเภอมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร พ.ศ. .... (เรื่องเสร็จที่ ๖๒๓/๒๕๕๔)
๑๒. ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่ตำบลน้ำพ่น ตำบลหนองบัวบาน ตำบลหนองอ้อ ตำบลโนนหวาย ตำบลอูมมุง และตำบลกุดหมากไฟ อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. .... (เรื่องเสร็จที่ ๖๒๔/๒๕๕๔)
๑๓. ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่ตำบลบ่อทอง ตำบลชอนสารเดช อำเภอหนองม่วง ตำบลชอนม่วง ตำบลมหาสอน ตำบลเชียงงา ตำบลสนามแจง ตำบลบางพึ่ง ตำบลบางขาม ตำบลหนองทรายขาว ตำบลหนองเต่า ตำบลบ้านชี อำเภอบ้านหมี่ ตำบลเกาะแก้ว ตำบลห้วยโป่ง อำเภอโคกสำโรง และตำบลโคกกระเทียม ตำบลบางขันหมาก ตำบลท่าแค ตำบลพรหมมาสตร์ อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. .... (เรื่องเสร็จที่ ๖๒๕/๒๕๕๔)
๑๔. ร่างพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันในท้องที่ตำบลนาแซง อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ พ.ศ. .... (เรื่องเสร็จที่ ๖๒๖/๒๕๕๔)
๑๕. ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่ตำบลคำด้วง ตำบลกลางใหญ่ ตำบลเมืองพาน ตำบลบ้านค้อ ตำบลหายโศก ตำบลบ้านผือ ตำบลหนองหัวคู ตำบลคำบง ตำบลโนนทอง ตำบลข้าวสาร ตำบลจำปาโมง ตำบลเขือน้ำ และตำบลหนองแวง อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. .... (เรื่องเสร็จที่ ๖๓๕/๒๕๕๔)
๑๖. ร่างพระราชกฤษฎีกาค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายอื่นในการปฏิบัติหน้าที่ของประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการปฏิรูปกฎหมาย พ.ศ. .... (เรื่องเสร็จที่ ๖๓๖/๒๕๕๔)
๑๗. ร่างพระราชกฤษฎีกาโอนที่วัด วัดบ้านบัวเทิง ตำบลท่าช้าง กิ่งอำเภอสว่างวีระพงศ์ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ให้แก่กรมทางหลวง พ.ศ. .... (เรื่องเสร็จที่ ๖๓๘/๒๕๕๔)
๑๘. ร่างพระราชกฤษฎีกาโอนที่วัด วัดหนองกะพ้อ ตำบลทุ่งควายกิน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ให้แก่กรมทางหลวง พ.ศ. .... (เรื่องเสร็จที่ ๖๓๙/๒๕๕๔)
๑๙. ร่างพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนอุทยานแห่งชาติป่าภูล้อมข้าว ป่าภูเพ็ก ป่าดงภูพาน และป่าดงภูสีฐาน บางส่วน ในท้องที่ตำบลนาแก อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม พ.ศ. .... (เรื่องเสร็จที่ ๖๔๔/๒๕๕๔)
กฎกระทรวง
๑. ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทาน ในเขตโครงการชลประทานโพธิ์พระยา เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน พ.ศ. .... (เรื่องเสร็จที่ ๕๙๕ - ๕๙๗/๒๕๕๔)
๒. ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก ๑๐๐ ปี กรมศิลปากร พ.ศ. .... (เรื่องเสร็จที่ ๖๐๐/๒๕๕๔)
๓. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการนำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ประกันการกู้เงิน พ.ศ. .... (เรื่องเสร็จที่ ๖๐๒/๒๕๕๔)
๔. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสำรวจ ผลิต และอนุรักษ์ปิโตรเลียม พ.ศ. .... (เรื่องเสร็จที่ ๖๐๔/๒๕๕๔)
๕. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการขออนุญาตและการออกใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถ พ.ศ. .... (เรื่องเสร็จที่ ๖๑๖/๒๕๕๔)
๖. ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานคลองนครหลวง เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน พ.ศ. .... (เรื่องเสร็จที่ ๖๒๐/๒๕๕๔)
๗. ร่างกฎกระทรวงกำหนดการขยายระยะเวลาการใช้บังคับผังเมืองรวม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (เรื่องเสร็จที่ ๖๓๔/๒๕๕๔)
๘. ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. .... (เรื่องเสร็จที่ ๖๔๐/๒๕๕๔)
๙. ร่างกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมชุมชนพานทอง - หนองตำลึง จังหวัดชลบุรี พ.ศ. .... (เรื่องเสร็จที่ ๖๔๑/๒๕๕๔)
๑๐. ร่างกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมเมืองราชบุรี พ.ศ. .... (เรื่องเสร็จที่ ๖๔๒/๒๕๕๔)
๑๑. ร่างกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมเมืองลำลูกกา - บึงยี่โถ จังหวัดปทุมธานี พ.ศ. .... (เรื่องเสร็จที่ ๖๔๗/๒๕๕๔)
จัดทำโดย :
ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
๑๙ ถนนพระอาทิตย์ เขตพระนคร
กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์:
๐-๒๒๘๐-๗๙๐๐
๐-๒๒๘๐-๗๙๑๑
ต่อ ๒๔๑๒, ๒๔๑๗
โทรสาร : ๐-๒๒๘๒-๑๘๘๕
E-Mail: legal_database@krisdika.go.th
เว็บไซต์ :
www.krisdika.go.th
www.lawreform.go.th
ที่ปรึกษา
นายธรรมนิตย์ สุมันตกุล
รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
กองบรรณาธิการ
นายธนาวัฒน์ สังข์ทอง
นายจำนงค์ แจ่มโสภณ
นายจิรพงษ์ เวชมงคลกร
นายวศิน แดงประดับ
ผู้จัดพิมพ์
ฝ่ายผลิตเอกสาร
Sign in to highlight and take private notes